
รู้ชีวิต…ด้วยดวงดาว/ศ. ดุสิต
อ่านอนาคตของคุณไม่ยากหรอก…แค่รู้จักดาว 10 ดวงเท่านั้น! เรื่องลึกในโหราศาสตร์ไทยชุด “คลังโหร”
ดวงปฏิสนธิ (ดวงแท้)
“ดวงปฏิสนธิ” นี้ ที่จริงผมเคยกล่าวเกริ่นไว้ในบทความนี้นานมาแล้ว แต่คงจะเป็นการเกริ่นไว้อย่างไม่ค่อยละเอียดนัก เอาพอรู้ว่าดวงปฏิสนธิคืออะไรเท่านั้นเอง
ซึ่งในความเป็นจริง ดวงปฏิสนธินี้เป็นดวงที่ได้รับการปกปิดมานานแสนนานแล้ว ไม่มีการนำมาสอนกันโดยทั่วไป เว้นแต่จะบอกกันเพียงปากต่อปากเพื่อให้ดำรงวิชานี้ไว้แค่นั้น จึงมีผู้รู้ในวิชานี้อยู่ไม่กี่คนนักในประเทศไทย
แต่ไหนๆ ผมก็ได้เผลอออกปากเกริ่นไปให้ฟังแล้ว จะขยักเอาไว้อีกก็จะไม่เข้าท่า ก็ขอขยายความเรื่องนี้ให้เรียนรู้กันอย่างครบถ้วนก็แล้วกัน
แต่ก็ต้องขอบอกเอาไว้ก่อนว่า วิชาทำดวงปฏิสนธินี้ไม่ได้เป็นวิชาที่จำเป็นต้องใช้ในการพยากรณ์อย่างปกติเลย จะเรียนรู้ไว้หรือไม่ก็ไม่ได้ทำให้เสียผลของความรู้ที่มีอยู่เดิม เพราะเป็นวิชาพิเศษที่เราจะนำมาใช้ในกรณีพิเศษเท่านั้น
หาได้นำมาใช้พยากรณ์โดยทั่วไปไม่ เป็นดวงพิเศษที่เรานำมาใช้ตรวจสถานะชีวิตอันแท้จริงของเราเท่านั้นเอง จะใช้หรือไม่ใช้ จะเรียนหรือไม่เรียนในเรื่องนี้ก็ได้
ดวงปฏิสนธินี้เป็นดวงแรกเกิดของคนเราครับ คือนับแต่จุดปฏิสนธิแรกเริ่มเลยทีเดียว ตั้งต้นแต่สเปิร์มของพ่อเจาะเข้าไปในไข่ของแม่ได้และมีการผสมเพิ่มเซลล์ขึ้นมาเป็นจุดแรกนั่นแหละ ณ เวลานั้นจึงเป็นจุดกำเนิดที่แท้จริงของคนเราทุกคนเลยละครับ

พอเกิดปั๊บก็ผูกดวงปุ๊บ เราก็จะได้ดวงกำเนิดที่จะบ่งถึงชาตาชีวิตของเราอย่างแท้จริงไม่ต้องสงสัย
แต่โดยทั่วไปนั้น คนเรามาผูกดวงกันเมื่อตอนที่แม่คลอดเราออกมาจากท้อง (ครรภ์) พอหลุดออกมาร้องแว้ได้ก็เริ่มผูกดวงตรงจุดนั้น
นี่ก็เป็นจุดเกิดอีกจุดหนึ่งที่เราใช้กันมานมนานหนักหนาแล้ว
เพราะตรงจุดนี้เป็นจุดที่เรามีตัวมีตนเห็นกันจริงๆ จับต้องกันได้จริงๆ อีตอนอยู่ในท้องนั่นเราไม่เห็น จับต้องก็ไม่ได้ เราจึงยังไม่นับว่าเป็นจุดกำเนิด
และเราก็ใช้ดวงชาตาที่ออกจากท้องแม่นี่แหละเป็นตัวตรวจชีวิต ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรเลย และใช้ได้มานับพันๆ ปีแล้ว
เราเรียกดวงจากท้องแม่นี้ว่า “ดวงกำเนิด”
งั้น “ดวงปฏิสนธิ” มีไว้ทำไม?
ถ้าคุณนำดวงทั้งสองดวงนี้มาเทียบกันดู จะเห็นความแตกต่างของดวงชาตาอย่างชัดเจนทีเดียว
โบราณนั้นท่านใช้ดวงทั้งสองดวงนี้มาทำการประสมประสานกันเพื่อค้นหาชาตาชีวิตที่แท้จริง ซึ่งก็จะเป็นไปอย่างถูกต้องและแน่นอนด้วย
มีวิธีการดูหรือตรวจดวงชาตานี้อยู่หลายอย่าง ซึ่งผมจะยังไม่ขอพูดในที่นี้
แต่อย่างหนึ่งที่ผมจะขยายให้คุณฟังกันได้ก็คือ ดวงกำเนิด (ออกจากท้องแม่) นั้นเป็นตัวควบคุมชีวิตหลังจากที่เกิดมาแล้ว
ส่วนดวงปฏิสนธินั้นเป็นตัวขยายรายละเอียดของชีวิตออกไปอีก และเป็นตัวยืนหรือตัวหลักของชีวิตด้วย
เช่น ดวงกำเนิดบอกว่า ชาตาชีวิตอย่างนี้จะไม่มีวันรวยได้หรอก เพราะดาวกดุมพะไปสถิตที่ภพอริ แถมมีดาวมรณะส่งกระแสถึงอีกด้วย มีเท่าไหร่ก็ใช้หมด แถมหาเงินยากอีกด้วย อะไรอย่างนี้เป็นต้น
แต่ถ้าในดวงปฏิสนธิมีดาวศุภะกุมดาวกดุมพะอยู่ แถมตรีโกณหรือส่งแรงเอื้อมมาถึงลัคนาหรือตนุลัคน์ด้วย การณ์ก็จะเปลี่ยนไป
นั่นคือดวงชาตาของคนคนนั้นมีสิทธิ์ที่รวยได้ ทั้งๆ ที่ดวงกำเนิดบอกว่ารวยไม่ได้นี่แหละ
เพราะบุญเดิมนั้นแสดงให้เห็นอยู่ว่ารวยได้ และถ้าดาวอื่นดี ก็อ่านได้อีกว่า ชีวิตนี้ทั้งชีวิตจะมีความสุขความทุกข์อย่างไรบ้าง โดยอ่านได้จากดวงปฏิสนธินั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม การผูกดวงได้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะอ่านมันเป็นทั้งหมด ดวงปฏิสนธินั้นไม่ได้บอกแต่ชีวิตอย่างเดียว แต่บอกอีกหลายอย่างนัก ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอ่านมันออกแค่ไหน เช่น อาจจะบอกให้เรารู้ด้วยว่า ชีวิตก่อนที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ในบัดนี้นั้น ได้เป็นอะไรมาก่อน ทุกข์ยากหรือมีสุขอย่างไร เป็นสัตว์เป็นมนุษย์เป็นเทวดาเป็นพรหมมาก่อนหรือเปล่าก็ได้
เอาละครับ, ทีนี้มาฟังผมขยายเรื่องนี้กันต่อไป
ก่อนอื่น ขอปูพื้นฐานความคิดในเรื่องนี้ให้คุณๆ เข้าใจกันไว้ก่อนว่า เราอย่าคิดว่าดวงกำเนิดกับดวงปฏิสนธินั้นเป็นคนละดวงกัน ความจริงแล้วมันเป็น “เนื้อเดียวกัน” ที่เราจะต้องพึงสังวรไว้ให้ดี ดาวในดวงอาจแตกต่างกัน แต่มันก็เป็นดาวที่ทำหน้าที่นั้นๆ ในชีวิตของเราเหมือนๆ กัน ฟังดูแล้วอาจจะงงๆ อยู่บ้าง จึงต้องทำความเข้าใจกันให้ดีก่อน มิฉะนั้นจะอ่านดวงไม่ถูกและไม่ตรงกับเป้าหมายที่โบราณท่านตั้งไว้ และ–
เราจะใช้ “ดวงกำเนิด” เป็นหลักในการตรวจสถานะชีวิตของเรานะครับ เพราะถ้าไม่มีดวงกำเนิด เราก็จะทำดวงปฏิสนธิไม่ได้ มันยึดโยงกันอยู่อย่างแนบแน่นเชียวครับ
เพื่อความเข้าใจอันดี ผมจะทำตัวอย่างดวงให้ดู เอาดวงคนดังที่สุดในประเทศคือ คุณทักษิณ ชินวัตร เลย เพราะเป็นดวงที่คุณๆ รู้จักกันดีอยู่แล้ว
ดวงกำเนิดและดวงปฏิสนธิ เป็นดังนี้

ดวงปฏิสนธินี้สร้างขึ้นมาได้จากการนับถอยหลังที่ดวงกำเนิดอุบัติขึ้นมาแล้ว ๒๗๐ วัน ตกวันที่เท่าใดก็ถือเอาวันนั้นเป็นวันผูกดวงปฏิสนธินี้ขึ้น แล้ววางลัคนาลงในราศีเดียวกับดวงกำเนิด
ในดวงตัวอย่างนั้นก็แสดงให้เห็นถึง “ดวงแท้” ของคุณทักษิณได้เลยว่ามีสถานะอย่างไรซึ่งคุณๆ ที่อ่านดวงเป็นก็จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า มันมีความละเอียดลึกซึ้งจากดวงกำเนิดลงไปอีก
ชนิดที่ถ้าเราไม่ทำดวงปฏิสนธิขึ้นมาก็จะไม่รู้เลยว่าสถานะชีวิตของเขาจะเป็นเช่นนี้
วิธีอ่านดวงปฏิสนธินี้จะว่าไปก็ดูจะไม่ง่ายนัก ผู้ที่มีพื้นฐานต่ำหน่อยก็คงอ่านไม่รู้เรื่อง คือนำดาวมาขยายไม่เป็น
ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในดวงกำเนิดนั้น ดาวพุธ (๔) ซึ่งเป็นดาวตนุลัคน์นั้นสถิตที่ราศีกรกฎภพลาภะร่วมกับดาวจันทร์ซึ่งเป็นคู่มิตรและได้เกษตรด้วย พอมาจับที่ดวงปฏิสนธิจะเห็นได้ว่าดาวพุธนั้นสถิตที่ราศีกันย์ได้อุจจ์-เกษตร บ่งถึงความมั่นคงในสถานะที่เป็นอยู่นั้น
เพราะนี่เป็นบุญเดิมที่คุณทักษิณมีอยู่ แต่–
ในราศีกันย์นี่แหละไม่ได้มีแต่ดาวพุธดวงเดียวในดวงปฏิสนธิ แต่มีดาวศุกร์คู่ธาตุสถิตร่วมอยู่ด้วย
ดาวศุกร์สถิตราศีกันย์จะได้นิจตกต่ำ
ดาวศุกร์เป็นดาวกดุมพะด้วยจึงหมายถึงหน้าที่ของดาวนั้นได้นิจไปด้วย
แต่อาศัยที่ศุกร์อยู่ร่วมกับพุธคู่ธาตุที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งในราศีกันย์ จึงได้อุ้มศุกร์ขึ้นจากภาวะนิจมาได้ถึง 75%
นี่ก็เป็นบุญเก่าที่คุณทักษิณมีอยู่อีกเช่นกัน ที่ทำให้ชีวิตของเขาแม้จะต้องประสบกับภาวะวิกฤติหลายอย่างแต่ก็ไม่ล้ม สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าจะถูกหลู่เกียรติ (นิจ) ไปบ้างก็ยังไม่เป็นไร (เหตุวิกฤตที่เกิดขึ้นอ่านได้จากดาวศุกร์ซึ่งเป็นดาวศุภะด้วย ในดวงกำเนิดสถิตภพวินาสน์)
นี่ถ้าไม่มีบุญเก่ารองรับอยู่ ก็เชื่อได้ว่าชีวิตคงจะลำบากยากเข็ญกว่าที่เป็นอยู่นี้มากมายนัก และการอ่านที่ไม่ยากอีกวิธีหนึ่งก็คือดูว่า ดาวนั้นในดวงปฏิสนธิสถิตอยู่ภพอะไร และพอถึงดวงกำเนิดไปตกอยู่ในภพอะไร มันก็จะบอกถึงภาวะชีวิตที่จะเป็นอย่างนั้นไปด้วย
ดาวศุกร์ในดวงปฏิสนธิสถิตที่ราศีกันย์ภพตนุ แต่ในดวงกำเนิดไปสถิตที่ราศีสิงห์ภพวินาสน์ นี่คือจุดต่างที่เราอ่านได้
แต่ดาวศุกร์นั้นสถิตในเรือนอาทิตย์ที่เป็นมหาจักร ภาวะการเงิน (และต่างประเทศ) จึงยิ่งใหญ่ได้
และดาวอาทิตย์ในดวงปฏิสนธินั้นสถิตอยู่ที่ราศีตุล เรือนของดาวศุกร์ จึงอยู่ในสถานะที่แลกเรือนกัน ทำให้มีความมั่นคงในความหมายนี้อีกด้วย
แต่ถึงอย่างไรเรือนของอาทิตย์นี้ก็ยังเป็นเรือนวินาสน์อยู่ดี
มันเป็นเรือนที่แม้จะยิ่งใหญ่และอยู่สบายแต่ก็ไม่ใช่การอยู่อย่างเป็นสุข
เพราะในดวงบุพกรรมนี้อาทิตย์สถิตร่วมกับพระเกตุอยู่ด้วย
พระเกตุนั้นเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นดาวที่แสดงถึงความคลุมเครือไม่ชัดเจน เป็นตัวเร่งเร้า และเป็นความผันผวนที่อุบัติขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน
ชาตาของคุณทักษิณนั้นได้พระเกตุมาเป็นตัวที่มีอิทธิพลต่อชีวิตด้วย (เพราะพระเกตุสถิตภพกดุมพะ) แต่ในดวงกำเนิดพระเกตุไปสถิตแสดงอิทธิพลอยู่ที่ราศีพฤษภภพศุภะ
อิทธิพลนั้นจึงทำให้คุณทักษิณต้องใช้ชีวิตอยู่ในต่างถิ่นต่างแดน
แต่ก็มีสถานะของกดุมพะมั่นคงอยู่ แม้ว่าในระยะหลังๆ จะถดถอยลงบ้างก็ไม่ทำให้เดือดร้อนในเรื่องนี้
สิ่งที่เจ้าชาตาเดือดร้อนจริงๆ นั้นอยู่ที่การต้องพเนจรร่อนเร่ไปต่างหาก ทำให้ชีวิตขาดความสุข จึงเกิดมีคำถามกับผมขึ้นบ่อยๆ ว่า–
คุณทักษิณจะได้กลับบ้านไหม?
เป็นคำถามที่ถามง่ายแต่ตอบยากมาก และดูเหมือนว่าไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะต้องตอบ แต่ผมบอกได้ว่าคุณดูที่ดวงกำเนิดนั้นคุณดูไม่ออกหรอก
ทว่า-ถ้าดูที่ดวงปฏิสนธิอันแสดงถึงบุพกรรมที่จะชี้ชีวิตของเขาแล้ว คุณก็จะเห็นคำตอบปรากฏอยู่แล้ว (อย่างทนโท่ทีเดียว) และด้วยดวงปฏิสนธินี่แหละที่เคยทำให้ผมลั่นปากกับคนสนิทๆ กันว่า–
คุณทักษิณจะได้กลับบ้านแน่!
มีสิ่งที่จะขัดขวางการตั้งใจกลับของเขาอยู่อย่างเดียว เป็นอย่างเดียวที่สำคัญมาก นั่นก็คือ–ความตาย!!
เพราะตามดวงบุพกรรมที่แสดงไว้บ่งว่า เขาจะต้องเสียชีวิตลงด้วยน้ำมือของผู้เป็นศัตรู (หรือด้วยโรคภัยที่มีชื่อเสียง) การกลับบ้านนั้นเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตอับปางลงได้ ดังนั้น เจ้าชาตาจึงต้องใช้ความรอบคอบเป็นอย่างยิ่งในการที่จะกลับ
ดูตรงไหนล่ะ ขยายหน่อยซี?
ก็ดูที่ราหูในดวงปฏิสนธิไงครับ ราหูเป็นเจ้าเรือนอริ แต่ไปสถิตที่ภพมรณะ และในดวงกำเนิดเล็งเป๋งมาที่ลัคนาเลย นี่คือการบอกให้รู้ล่วงหน้าถึงชีวิตที่จะต้องเป็นไป
แล้วจะได้กลับเมื่อไหร่?
คำถามนี้ผมไม่ตอบตรงๆ หรอกครับ เพราะเป็นคำถามที่มีราคาสูงมาก ไม่ใช่เรื่องที่จะมาตอบกันเล่นๆ เหมือนไม่มีคุณค่าหรอก แต่คำตอบมันก็อยู่ในดวงปฏิสนธิบวกกับดวงกำเนิดนี่แหละ โดยจะต้องมี “ดาวจร” มาร่วมด้วยจึงจะชัดเจน
ถ้าคุณอยากรู้เรื่องนี้จริงๆ ก็ดูในดวงที่ว่านี่แหละ แล้วคุณก็จะรู้เอง ขอเพียง ดูเป็น เท่านั้น
แย้มให้นิดหนึ่งก็ได้ว่า เราควรตรวจด้วยการใช้ “ช่วงเวลา” แบบไม่ตั้งจุดประสงค์ เห็นช่วงเวลาเหมาะที่ตรงไหนก็ดูว่าช่วงนั้นดาวจรได้เอื้ออำนวยให้หรือไม่ ถ้าดาวจรเป็นใจด้วยก็โป๊ะเชะ แต่ถ้าดาวจรยังไม่ให้โอกาส ก็เลื่อนไปดูช่วงเวลาอื่นต่อไป
ก็เท่านั้นเอง
ผมคิดว่าได้ขยายเรื่องนี้มามากพอสมควรแล้ว จะยุติลงตรงนี้แหละครับ จะได้ว่ากันในเรื่องอื่นๆ ที่น่ารู้กันอีกต่อไป
