พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
Thai-style Neoclassical Revival กับความทรงจำที่เพิ่งสร้าง บนถนนราชดำเนิน (1)
ในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ สองเรื่องเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงถนนราชดำเนินกลางครั้งใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่ในช่วงนี้
ทั้งหมดดูเสมือนว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่ผมอยากชี้ให้เรามองนัยแฝงที่แอบพ่วงอยู่เบื้องหลังกรอบความคิดใหญ่ของโครงการเหล่านี้
นั่นก็คือ สัญญาณ (อีกครั้ง) ของความพยายามที่จะลบความทรงจำเกี่ยวกับถนนราชดำเนินในฐานะพื้นที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กับเรื่องราวเกี่ยวกับ “คณะราษฎร” ที่เคยปรากฏบนถนนเส้นนี้
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และโครงการที่ดำเนินการอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยน fa?ade กลุ่มอาคารสองข้างถนนราชดำเนินกลางจาก Art Deco แบบ “สถาปัตยกรรมคณะราษฎร” ไปสู่ Thai-style Neoclassical Revival เป็นสิ่งยืนยันเป้าหมายในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองนี้อย่างชัดเจนมานานแล้ว
เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏในสองข่าวล่าสุด เป็นเสมือนหลักฐานที่เข้ามาย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า นัยแฝงทางการเมืองเบื้องหลังการปรับปรุงถนนราชดำเนินกลางที่ผมเสนอมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา (แต่หลายคนยังมองว่าเป็นการตีความเกินไป) คือเรื่องจริง

ข่าวชิ้นแรกเกิดขึ้นในราวต้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2569 เมื่อ “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” ได้สัมภาษณ์ คุณกิตติ เอกวัลลภ ผู้ช่วยผู้ว่าการ รักษาการรองผู้ว่าการ (การเงิน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะผู้อำนวยการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ใต้) ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ว่าด้วยแนวคิดการออกแบบตกแต่งภายในสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง 17 สถานี
ในข่าว ท่านกล่าวว่า “…รฟม. คำนึงถึงอัตลักษณ์ของพื้นที่ จึงออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ทันสมัย และสอดคล้องกลมกลืนกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่ตั้งสถานี เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กที่โดดเด่น และประทับใจแก่ผู้ใช้บริการ โดยสร้างสรรค์ตกแต่งสถานีใต้ดินเป็นพิเศษ 10 สถานี…” (อ้างถึงใน https://www.dailynews.co.th/articles/5669510/)
น่าสังเกตว่า ทุกสถานีมีการออกแบบที่เชื่อมโยงเข้ากับเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ หรือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของพื้นที่ เช่น “สถานีรัฐสภา” ออกแบบให้สอดคล้องกับแนวคิดสัปปายะสภาสถาน ของรัฐสภาแห่งใหม่,
“สถานีวชิรพยาบาล” ได้แรงบันดาลใจจากบ้านหิมพานต์ (ตึกเหลือง) อาคารพยาบาลหลังแรกของวชิรพยาบาล,
“สถานีหอสมุดแห่งชาติ” ดึงรูปแบบของห้องสมุด ชั้นหนังสือ หน้ากระดาษเขียนหนังสือ และอักษรไทยโบราณมาประกอบการออกแบบ,
“สถานีบางขุนพรหม” ได้แรงบันดาลใจจากวังบางขุนพรหม เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ ผสมผสานลวดลายศิลปะแบบนีโอ-บาโรก,
และ “สถานีวงเวียนใหญ่” เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงนำองค์ประกอบของพระราชวังเดิม รวมถึงฝ้าเพดานของพระราชวังมาออกแบบสถานี เป็นต้น

แต่น่าแปลกที่มีข้อยกเว้นอยู่ 1 สถานี คือ “สถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ซึ่งถูกระบุแนวคิดไว้ว่า
“…ออกแบบแสดงความรุ่งเรืองของกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านลวดลายที่วิจิตรซับซ้อน และสีสันลายรดน้ำงานประณีตศิลป์ไทยชั้นสูง บนพื้นสีดำ-ทอง…”
ไม่มีการอ้างถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่เหนือทางออกสถานีเพียงไม่กี่ก้าวเดิน แม้เพียงเล็กน้อย ไร้ซึ่งการพูดถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายต่อหลายครั้งบนถนนเส้นนี้ ไม่มีการใช้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่ก่อสร้างมายาวนานมากกว่า 80 ปีและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์บนถนนราชดำเนินเลยแม้แต่นิดเดียว
การตกแต่งที่ถูกเลือกคือการใช้รูปแบบศิลปกรรมลายรดน้ำที่ปราศจากความเชื่อมต่อใดๆ ทั้งสิ้นกับพื้นที่นี้
การอ้างถึงสถานีนี้ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์อย่างกว้างๆ เป็นวิธีการที่แปลก หากมองเทียบกับแนวคิดการตกแต่งของสถานีอื่นซึ่งมักให้ความสำคัญกับบริบทที่เฉพาะเจาะจงมากของแต่ละพื้นที่
อีกทั้งสถานีนี้ก็มิใช่สถานีเดียวที่ตั้งอยู่ใน “เกาะรัตนโกสินทร์” ทั้งสถานีสะพานพุทธ และสถานีสามยอด ก็ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่กลับถูกออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของตำแหน่งที่ตั้งสถานีอย่างมาก ในขณะที่สถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่มีบริบทแวดล้อมสำคัญทั้งนั้น ผู้ออกแบบกลับทำเสมือนว่าตนเองถูกลบความทรงจำออกไปจนหมด จนลืมไปแล้วว่าด้านบนสถานีมีประวัติศาสตร์อะไรบ้าง

ข่าวชิ้นที่สองถูกเผยแพร่ผ่านเพจ propholic เมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 โดยมีการนำเสนอผ่านแบบจำลองมุมสูงของถนนราชดำเนินกลางที่มีการปรับปรุงไม่ใช่แค่เพียงเปลี่ยนหน้าตาอาคารสองข้างถนนเท่านั้น แต่ยังมีการรื้อเกาะกลางถนนเปลี่ยนเป็นการทำเกาะกลางถนนแบบเดิมในสมัยรัชกาลที่ 5 แทน
ที่สำคัญคือ ในภาพแสดงว่าจะมีการรื้อเสาไฟเดิมที่ออกแบบอย่างสวยงามเป็นรูปกินนรและกินรีหล่อด้วยคอนกรีต ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี (สร้างขึ้นไล่เลี่ยกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) ออกไปด้วย
ซึ่งนอกจากความสวยงามและคุณค่าทางศิลปกรรมที่สะท้อนการออกแบบของยุคสมัยแล้ว สิ่งนี้ยังมิใช่เป็นเพียงแค่เสาไฟปกติ แต่คือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการสร้างเสาไฟสองข้างถนนที่ต้องมีปลายยอดเสาออกแบบเป็นรูปสัญลักษณ์ต่างๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวดลายสัญลักษณ์ประจำจังหวัดต่างๆ) จนกลายเป็นกระแสนิยมไปทั่วประเทศถึงปัจจุบัน
แม้ยังไม่มีการให้เหตุผลที่ชัดเจนของการปรับเปลี่ยนนี้ แต่น่าเชื่อว่าจะมีการอธิบายอย่างเป็นทางการ (หากมีการตั้งประเด็นคำถามนี้อย่างจริงจังในสังคม) ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อไปนี้หรือทั้งสองทางพร้อมกันเลยว่า
หนึ่ง เป็นการย้อนกลับไปเพื่อรักษาประวัติศาสตร์และคุณค่าของถนนราชดำเนินในสมัยรัชกาลที่ 5
และสอง เพื่อเป็นการออกแบบระบบทางจราจรใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงยังเป็นการเพิ่มความสวยงามร่มรื่น (ต้นไม้) ให้แก่ถนนสายนี้
ส่วนเหตุผลพ่วงแฝงอย่างไม่เป็นทางการ แต่น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักของแนวคิดการปรับระบบทางจราจรครั้งนี้ นั่นก็คือ เป้าหมายในการลบมรดกทุกอย่างของคณะราษฎรที่ปรากฏอยู่บนถนนราชดำเนิน

สองโครงการทางสถาปัตยกรรมที่ดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี้ ผมอยากชวนให้เราตั้งข้อสังเกตและมองอย่างระแวดระวังว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงความบังเอิญหรือเป็นแค่การปรับปรุงเพื่อประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามทั่วไป
แต่มันอาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่กำลังปูทางและสร้างความคุ้นชินใหม่ให้กับภูมิทัศน์ของพื้นที่
การค่อยๆ ลบและลืมบริบทแวดล้อมทีละน้อยเช่นนี้ น่ากังวลว่าในท้ายที่สุด อาจเป็นการเปิดช่องหรือสร้างข้ออ้างความชอบธรรมให้เกิดการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปสู่ Thai-style Neoclassical Revival ในอนาคต
หรืออาจร้ายแรงไปกว่านั้นคือ อาจนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการมีอยู่ของตัวอนุสาวรีย์เลยก็เป็นได้ ในวันที่ถนนสายนี้ถูกทำให้ตัดขาดจากความทรงจำและประวัติศาสตร์ของพื้นที่อย่างสิ้นเชิง
แน่นอน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ความทรงจำว่าด้วยรัชกาลที่ 5 ทรงตัดถนนสายนี้ก็มีความสำคัญ และถนนสายนี้ก็พร้อมรองรับความหลากหลายของความทรงจำ ไม่จำเป็นเลยที่เราต้องเลือกจำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือพยายามที่จะทำให้ทุกพื้นที่สาธารณะของสังคมไทยกลายเป็นพื้นที่เฉลิมพระเกียรติบูรพกษัตริย์เพียงอย่างเดียว
การพยายามลบความหลากหลายและผูกขาดพื้นที่สาธารณะให้เหลือเพียงความทรงจำกระแสหลักเพียงมิติเดียวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าชนชั้นนำและผู้มีอำนาจตระหนักดีถึงพลังของสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความทรงจำร่วมทางสังคม” (collective memory)
คําถามคือ ความทรงจำร่วมทางสังคมสำคัญอย่างไร ผมอยากกล่าวโดยย่อว่า สิ่งนี้มิใช่เป็นเพียงแค่การที่สังคมจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเฉยๆ เท่านั้น แต่คือการจดจำที่ส่งผลต่อการคิดและตัดสินใจที่เชื่อมโยงมาสู่การกระทำในปัจจุบันและอนาคต
ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ คือการเลือกจดจำอดีตบางอย่างเอาไว้ และลืมอดีตอื่นๆ ที่เราคิดว่าไม่สำคัญหรือไม่อยากจำ และการเลือกจำหรือไม่จำอะไรย่อมขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมทั้งสิ้น
ดังนั้น ความทรงจำที่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์กับโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันพึงถูกเก็บซ่อนหรือคัดทิ้ง ขณะที่ความทรงจำซึ่งหนุนเสริมโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันย่อมถูกเลือกมาจดจำ ผลิตซ้ำ และเผยแพร่ให้กลายเป็นความทรงจำร่วมของสังคม
ด้วยเหตุนี้ หากสังคมถูกทำให้ลืมความทรงจำอันมีค่าของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายต่อหลายครั้งบนถนนราชดำเนินอันมีศูนย์กลางทางสัญลักษณ์อยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไป จิตวิญญาณนี้ที่เคยแฝงอยู่ในองค์ประกอบของอนุสาวรีย์ ตลอดจนคราบเลือดของผู้เสียสละมากมายที่ฝังอยู่บนถนนสายนี้ ก็จะสูญสลายหายตามไปด้วย
แน่นอน จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้สามารถส่งผ่านได้หลากหลายตัวกลาง ทั้งภาพถ่ายบันทึกเหตุการณ์ หนังสือประวัติศาสตร์ บันทึกความทรงจำของผู้คน คลิปเสียงที่หลงเหลือ ฯลฯ แต่การ (อาจจะ) หายไปของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นดั่ง ground zero ของการต่อสู้ทั้งหมดดังกล่าว ย่อมส่งผลอย่างมากต่อการส่งทอดจิตวิญญาณดังกล่าวไปสู่คนในรุ่นถัดไป
