แม้สังคมไทยจะปรับตัวรับคุณค่าอันเป็นสากลอย่างค่อนข้างรวดเร็วตามพลวัตรของสังคมโลก ทั้งเรื่องของความเสมอภาคและความหลากหลายทางเพศ เสรีภาพการแสดงออกในด้านต่างๆ สิทธิในความเป็นส่วนตัวและการสงวนข้อมูลส่วนบุคคล เสรีภาพทางศาสนาและความเชื่อ ตลอดจนสิทธิของปัจเจกชนในเรื่องต่างๆ ซึ่งเอาจริงก็น่าทึ่งมากหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในระดับภูมิภาคหรือกับประเทศที่มีภูมิหลัง วัฒนธรรม สังคมและความเชื่อแบบเดียวกัน
ยกเว้นแต่คุณค่าสิทธิมนุษยชนที่ค่อนข้างสากลเรื่องเดียวที่สังคมไทยยังไม่รับและคิดว่ายังไงก็คงจะไม่ยอมรับคือ “มุมมองที่มีต่อโทษประหารชีวิต” โดยเฉพาะการ “ยกเลิกโทษประหารชีวิต”
เรียกว่าถ้าเรื่องนี้เป็นสินค้าจริงๆ จับต้องได้แล้วมีคนมาเสนอซื้อ “ยาแรง” ที่ชื่อว่า Exsecution ว่าขอให้เราเลิกใช้แล้วไปใช้ยาตำรับอื่นที่ไม่รุนแรงเท่าแต่ให้ผลเหมือนกันทดแทน นี่รับรองว่าจะโดนปิดประตูใส่หน้ากันให้เห็นเลย
แต่การ “ไม่ขาย” เรื่องโทษประหารของไทยก็ไม่ได้ทำให้ประเทศเราล้าหลังอะไรขนาดนั้น เพราะประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย แม้แต่ประเทศที่เจริญและดูจะมีอารยะรวมถึงมีความปลอดภัยสูงแล้วอย่างประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จีน หรือไต้หวัน ก็ยังคงมีโทษประหาร รวมถึงเกาหลีใต้ด้วย (แม้ว่าประเทศหลังจะไม่มีการประหารชีวิตในทางปฏิบัติมาเกิน 25 ปีแล้วก็ตาม จนอาจถือว่าเป็นการยกเลิกโดยปริยาย)
อีกทั้งเมื่อเปรียบกับประเทศเหล่านั้นก็ยังพิจารณาได้ว่าถึงประเทศไทยจะยังยืนยันจะคงโทษประหารไว้ แต่เราก็พยายาม “ประหารเท่าที่จำเป็น” คือมีการบังคับโทษนี้น้อยลงมากในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนวิธีการประหารให้เป็นวิธีการที่ทารุณโหดร้ายน้อยลงมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ด้วย โดยมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในปี พ.ศ.2546 ให้ใช้วิธีฉีดสารพิษแทนนำไปยิงเสียให้ตาย ในขณะที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ยังใช้วิธีการแขวนคอ ส่วนไต้หวันและอินโดนีเซียใช้วิธีการยิงเป้า
กระนั้นก็จะมีเสียงเรียกร้องขอให้นำโทษประหารกลับมาดังขึ้นมาเนืองๆ ในทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุฆาตกรรมหรือข่าวการก่ออาชญากรรมสะเทือนขวัญ เอาแบบหยาบๆ ก็ปีละครั้งถึงสองครั้ง ซึ่งการเรียกร้องให้มี “โทษประหาร” ในประเทศไทยนั้นจึงไม่ใช่การเรียกร้องให้บัญญัติเพิ่มโทษนี้ตามกฎหมาย แต่เป็นการเรียกร้องเพื่อให้ “บังคับโทษ” ตามกฎหมายอย่างจริงจังมากกว่า โดยเสียงเรียกร้องของผู้คนคือ ขอให้ศาลพิพากษาใช้โทษนี้ต่อกรณีอันสมควรใช้ให้มากขึ้น และหากศาลตัดสินโทษนี้แล้ว ก็ขอให้มีการ “บังคับโทษ” จริง โดยไม่มีการลดหย่อนผ่อนลงไม่ว่าโดยกระบวนการใด
รอบล่าสุดก่อนช่วงสุดสัปดาห์ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมนี้ คือกรณีผู้ต้องหาฆ่าชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์สองพี่น้องชาวรัสเซีย ซึ่งมีการค้นพบภายหลังว่าก่อนหน้านี้เขาได้ก่อเหตุฆ่ายกครัวพ่อ แม่ ลูกก่อนหน้าแล้ว 3 ศพ เมื่อปลายเดือนมิถุนายน และก่อนหน้านี้อีกก็น่าจะมีหากสืบสวนกันต่อไป
ทั้งยังต้องกล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญที่จะต้องพูดถึงคือข้อเท็จจริงที่มีการเปิดเผยว่ากลุ่มคนร้ายผู้ก่อเหตุฆ่าพี่น้องชาวรัสเซียเพื่อชิงทรัพย์นั้นเพิ่งพ้นโทษออกมาเพียง 2 เดือน ก็มาก่อเหตุซ้ำที่ก่อให้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีการนำโทษประหารมาใช้ พร้อมตั้งคำถามเรื่องของกระบวนการ “ลดหย่อนผ่อนโทษ” ทั้งในชั้นของการพิพากษาของศาล และในกระบวนการบังคับโทษของกรมราชทัณฑ์ ว่าเหตุใดจึงปล่อย “ฆาตกร” กลับสู่สังคมอย่างรวดเร็วมาก่อเหตุซ้ำ แม้ภายหลังได้มีการเปิดเผยจากกรมราชทัณฑ์ว่า ผู้ก่อเหตุนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้รับการลดโทษไม่ว่าจะโดยผลของพระราชกฤษฎีกาเป็นการทั่วไปหรือการลดวันต้องขังส่วนบุคคลใดทั้งสิ้นแต่เขาต้องโทษจำคุกในคดียาเสพติดจนเต็มตามคำพิพากษาแล้ว
ทุกครั้งที่มีเสียงเรียกร้องจากสังคมที่เรียกร้องให้มีโทษประหารสำหรับกรณีสะเทือนขวัญก็จะสุดโต่งไปจนด่านักสิทธิมนุษยชนราวกับเขาเป็นผู้ส่งอาวุธให้ฆาตกรหรือเปิดประตูปล่อยคนร้ายออกมาก่อเหตุเสียอย่างนั้น พร้อมกับเสียงเหน็บแนมสุดลิ่มจากอีกฝั่งหนึ่งเช่นกันโดยมองว่าคนที่เรียกร้องโทษประหารนั้น มักจะถูกขับเคลื่อนด้วยความโกรธแค้นจนละทิ้งเหตุผล เอาแต่พาลโทษฝ่ายที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนว่าโลกสวยจนอาชญากรได้ใจ สุดท้ายฝั่งที่ปกป้องแนวคิดและสิทธิมนุษยชนนี้ก็จะจบด้วยการเหยียดหยันสติปัญญาและวิจารณญาณของอีกฝ่ายว่ามีความคิดคับแคบอยากแต่จะใช้ยาแรงหรือวิธีการเด็ดขาดไม่สนใจผลกระทบหากเกิดความผิดพลาด
จริงอยู่ที่ฝ่ายเรียกร้องโทษประหารอาจมุ่งเน้นแต่การใช้มาตรการเด็ดขาดแบบตายตกไปตามกันจนละเลยความเสี่ยงที่อาจเกิดความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม และหลายครั้งแรงขับเคลื่อนนี้ก็ล้ำเส้นจากการมุ่งแก้ปัญหาไปสู่มิติของการระบายความโกรธแค้นเพื่อความสะใจ ทว่าในทางกลับกันอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่แยแสต่อความหวาดกลัวของผู้คนสังคมที่รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจากอาชญากรที่ไร้ความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือ “ความจริง” ที่ผู้คนอีกฝั่งกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นการขาดความเห็นอกเห็นใจอย่างรุนแรงเช่นกัน
เช่นนี้เองการถกเถียงเรื่อง “โทษประหาร” ชีวิตก็กลายการก่อกำแพงอัตตาเข้าหากัน และทำให้การสื่อสารถกเถียงกันในประเด็นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นได้อย่างสันติและมีคุณภาพเลย คือพอด่ากันไปมาทั้งสองฝ่ายสักสี่ซ้าห้าวันก็ซากันไป แล้วรอคดีใหม่เกิดขึ้น ค่อยลุกขึ้นมาเรียกร้องโทษประหาร ด่านักสิทธิมนุษยชนให้อีกฝ่ายเหยียดกลับว่าเป็นพวกคลั่งเสพยาแรงราวกับดื่มเบตาดีนต่างกาแฟเช้าไปอีกเป็นรอบๆ
ถ้าเราทำใจร่มๆ กันทั้งสองฝ่าย และย้อนกลับไปดูต้นทางว่า ทำไมเราถึงยอมอยู่ใต้บ้านเมืองที่มี “ขื่อ” มี “แป” คือกระบวนยุติธรรมทางอาญาแล้ว เราจะพบว่ามันอยู่บนรากฐานเดียวกับทฤษฎีสัญญาประชาคมนั่นเองว่า เราทั้งหลายที่มาอยู่ร่วมกันเป็นสังคมรัฐต่างยอมสละสิทธิอำนาจในการจับอาวุธขึ้นมาป้องกันสิทธิหรือประโยชน์ของตนด้วยกำลังเช่นในยุคบรรพกาลไปให้รัฐ คล้ายการยอมทิ้งกระบองที่มีไว้ตีกระบาลคนที่ย่องเข้ามาขโมยพืชในไร่ของเราให้แก่รัฐไปทำหน้าที่ออกกฎหมายมากำหนดห้ามไม่ให้ผู้ใดบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์หรือลักเอาทรัพย์ของผู้อื่น และรัฐจะมีมาตรการทางกฎหมายป้องปรามไม่ให้ใครกระทำการอันละเมิดต่อกฎหมายเช่นนั้น และถ้าหากเกิดกรณีการฝ่าฝืนนั้นเข้าจริงๆ รัฐก็รับรองว่าจะจัดการลงโทษให้
การลงโทษในทางอาญาจึงเป็นการที่ “รัฐ” กระทำการแทน “พลเมือง” ที่เป็นสมาชิก ถ้าประชาชนแค้นใจที่ถูกข่มเหง รัฐก็จะแก้แค้นให้ ราษฎรจงอย่าไปแก้แค้นกันเองเพราะนั่นเป็นการผิดกฎหมายและละเมิดต่อความสงบเรียบร้อยของรัฐ รวมถึงการลงโทษก็เป็นไปเพื่อข่มขู่ไม่ให้ใครคิดจะล่วงละเมิดคนอื่นเพราะได้เห็นว่าผู้ที่บังอาจเช่นนั้นจะมีชะตากรรมอย่างไร เช่นเดียวกัน ราษฎรทั้งหลายไม่จำต้องจัดการเอาตัวเจ้าขโมยไปแห่หัวแล้วเสียบไม้ปักไว้ประจานที่แปลงเมลอนเพื่อแก้แค้นด้วยตัวเอง เราจึงยอมวางของใครของมัน ไม่ชำระความกันเองด้วยกำลังของเราเอง เพราะอนุมานว่ารัฐจะรักษาสัญญานี้
ต่อมาแนวคิดทางอาญาปรับเปลี่ยนจากแนวทางการ “แก้แค้นและข่มขู่” (Punishment) ไปสู่การ “กันตัวผู้ก่ออาชญากรรมให้พ้นไปจากสังคมไม่ให้ก่อเหตุซ้ำเดิมเพิ่มขึ้น และการแก้ไขพฤติกรรมว่าหากกลับไปสู่สังคมหลังพ้นโทษแล้วจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นอีก หรือแนวคิดแบบ “ป้องกันและแก้ไข” (Correction) โทษประหารจึงถูกทบทวนมากขึ้น เพราะโทษประหารนั้นอาจจะเป็นโทษที่ดีที่ตอบสนองเรื่องการแก้แค้นแทนสังคมได้รวมถึงเป็นการตัดโอกาสกระทำผิดซ้ำหรือรบกวนสังคมได้อย่างถาวร
ส่วนเรื่องการข่มขู่นั่นไม่แน่ใจนัก เพราะมันก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่เมื่อคนกระทำความผิดระวางโทษถึงประหารไปแล้ว ก็รู้สึกว่าตนจะต้องระวางโทษที่สูงที่สุดแล้ว หลังจากนี้จะทำความผิดอะไรก็ได้แล้วราวกับจ่ายเงินค่าบุฟเฟต์กระทำความผิดไปแล้วกระนั้น ซึ่งถ้าใครลองไปฟังคำสารภาพของฆาตกรต่อเนื่องในประเทศที่มีโทษประหารอยู่อย่างจีนและญี่ปุ่นก็จะเจอคำสารภาพในลักษณะนี้ได้
เมื่อประกอบกับแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และสภาวะตรรกะย้อนกลับที่ว่าหากการจบชีวิตผู้อื่นควรเป็นเรื่องเลวร้าย แล้วรัฐควรมีสิทธิอำนาจนั้นหรือไม่ และทำไมจึงต้องมีใครสักคนเป็นผู้รับกระทำการอันเลวร้ายนั้นแทนคนอื่น อีกทั้งหากทบทวนไตร่ตรองแล้ว สิ่งที่สังคมต้องการจาก “อำนาจรัฐ” คือเป้าประสงค์แห่งความสงบเรียบร้อยปลอดจากอาชญากรรม ดังนั้น หากมีการลงโทษที่สามารถคัดแยกผู้กระทำความผิดออกจากสังคมได้ชั่วคราวเป็นเวลายาวนานพอ และระหว่างนั้นก็ทำการแก้ไขพฤติกรรมของเขาเพื่อเวลาที่เขากลับสู่สังคมแล้วจะไม่กลับมาสู่วงเวียนการกระทำความผิดอีกก็คงเพียงพอมิใช่หรือ
นี่จึงเป็นแนวคิดที่หลักการทัณฑวิทยา หรือวิชาว่าด้วยการลงโทษในระยะหลังๆ จะมุ่งเน้นไปที่การ “แก้ไข” ผู้กระทำความผิดมากกว่าการมุ่ง “แก้แค้น” แต่ถึงอย่างนั้น ในบางสังคม โดยเฉพาะสังคมเอเชียนั้น ความต้องการของสังคมที่ยังเรียกร้องการ “แก้แค้น” ผู้กระทำการละเมิดสังคมอย่างรุนแรงนั้นก็ยังมีอยู่ เช่นในประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือแม้แต่กระทั่งไทย ก็เป็นความต้องการร่วมกันของประชาคมแห่งรัฐประเทศนั้นที่พึงยอมรับ
ปฏิกิริยาของสังคมที่เรียกร้องโทษประหารนั้น แท้จริงแล้วมันคือการ “ทวงสัญญา” พื้นฐานสำหรับประชากรราษฎรที่ยอมอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่ลุกขึ้นมาชำระความกันเอง ด้วยเชื่อว่ารัฐจะใช้อำนาจป้องกันการกระทำประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้นให้ต่อพวกเราอย่างมีประสิทธิภาพ และถ้าหากเกิดกรณีการฝ่าฝืนนั้นเข้าจริงๆ รัฐก็รับรองว่าจะจัดการลงโทษให้อย่างสาสมไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใด แม้แต่การลงโทษเพื่อชำระแค้นให้สังคมก็ตาม
บางครั้งการที่สังคมเรียกร้อง “ยาแรง” อาจจะไม่ได้เกิดจากอาการสายตาสั้นหรือหูหนาตาเล่อไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนอันอารยะ แต่เพราะเขาต้องการทวงสัญญาจากรัฐว่า ถ้ารัฐไม่สามารถใช้ “ยาที่เหมาะสมแบบสากล” ให้ได้ ก็ช่วยจัดยาแรงมาก่อนเพื่อความปลอดภัยของสังคมได้หรือไม่
อาจจะเพราะเรายังไม่มีประสบการณ์กับกระบวนยุติธรรมทางอาญาที่มีการดำเนินคดีที่รวดเร็วและตรงไปตรงมา การระวางโทษที่เหมาะสมและสังคมยอมรับได้ตั้งแต่ในชั้นศาล การบังคับโทษที่จริงจัง ให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดนั้นถูกกันออกจากสังคมเป็นเวลานานเพียงพอที่สังคมจะรู้สึกปลอดภัยจากบุคคลอันตราย ทั้งให้เขาได้ชดใช้ในการกระทำความผิดให้สมต่อความเลวร้ายและบรรเทาจิตใจผู้เสียหายหรือญาติพี่น้องให้อ่อนบรรเทาความเจ็บแค้นลงบ้าง
เพราะเราไม่เคยได้ “ยาใหม่” ที่เขาว่าดีกว่า อารยะกว่าในแบบ “ของแท้” ที่จะเยียวยาบาดแผลจากอาชญากรรมและป้องกันความหวาดกลัวของสังคมและต่อปัจเจกได้ เราจึงยังไม่กล้าปล่อยมือจาก “ยาแรง” ขวดที่ติดฉลาก “โทษประหาร” ซึ่งเป็นยาตำรับสุดท้ายที่เราเชื่อว่ามันอาจจะได้ผล

