จังหวะก้าวของโจโฉเมื่อตัดสินใจอย่างฉับพลันเอากระบี่ฟันแปะเฉียตายต้องเริ่มด้วยสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ตันก๋งเห็นดังนั้นก็ยิ่งตกใจเป็นอันมากจึงว่าแก่โจโฉว่า
“เมื่อกี้ฆ่าบุตรภรรยาผู้คนเขาเสียแล้ว บัดนี้ซ้ำมาฆ่าตัวแปะเฉียอีก”
โจโฉจึงตอบว่า “เมื่อกี้เราคิดผิดอยู่แล้วครั้นจะละไว้แปะเฉียก็จะโกรธไปบอกนายบ้าน นายบ้านก็จะคุมกันมาจับเราส่งขึ้นไปเมืองหลวง เราจึงซ้ำฆ่าแปะเฉียเสียหวังจะให้เนื้อความสูญไป”
ตันก๋งจึงว่าแก่โจโฉว่า “ท่านมีความคิดผิดเมื่อมิทันรู้ฆ่าบุตรภรรยาผู้คนเขาเสีย ครั้นรู้ตัวว่าผิดแล้วมาซ้ำฆ่าแปะเฉียเสียอีกฉะนี้เห็นคนอกตัญญูหาดีไม่”
โจโฉจึงว่าแก่ตันก๋งว่า “ท่านว่าฉะนี้ก็ชอบกลอยู่แต่ว่าธรรมดาทุกวันนี้ย่อมจะรักษาตัว มิให้ผู้อื่นคิดร้ายได้ เราจึงไปทำการครั้งนี้”
ว่าแล้วโจโฉก็พาตันก๋งไปถึงที่สำนักแห่งหนึ่งจึงพากันเข้าไปอาศัยนอนอยู่
เมื่อนำเอาสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย มาวางเรียงอยู่เคียงข้างก็ประสบเข้ากับอาการ ตันก๋งตกใจ พูดว่า “เมื่อกี้ท่านฆ่าคนในบ้านด้วยความเข้าใจผิดมาคราวหนึ่งแล้ว ไฉนท่านกลับทำร้ายแปะเฉียเช่นนี้อีก”
โจโฉตอบว่า “หากแปะเฉียกลับไปถึงบ้านเห็นคนในบ้านถูกฆ่าตายหมดเขาจะนิ่งเฉยอยู่ได้หรือ เขาคงต้องเรียกคนไล่ตามมาก็จะเป็นภัยแก่เราเป็นมั่นคง”
ตันก๋งจึงว่า “ฆ่าคนโดยเจตนาเช่นนี้ผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง”
โจโฉตอบว่า “ข้าพเจ้ายอมเนรคุณคนในใต้ฟ้า ดีกว่าปล่อยให้คนในใต้ฟ้าเนรคุณข้าพเจ้าได้ก่อน”
ตันก๋งได้ฟังดังนั้นจำต้องเงียบเสียง
คนทั้งสองเดินทางไปหลายลี้ ตกดึกขณะพระจันทร์เต็มดวงก็มาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
จึงเคาะประตูเรียก ขอพักแรม
จําเป็นต้องตรวจสอบผ่านสำนวนแปลและเรียบเรียงของ แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช
เพื่อความรอบด้าน เพิ่มความสมบูรณ์
เฉินกงตกใจมาก ว่า “เมื่อกี้เราก็ฆ่าลูกเมียเขาไปผิดทีหนึ่งแล้ว บัดนี้ เหตุไฉนจึง ทำเช่นนี้อีกเล่า”
เฉาเชาว่า “โป๋เซอกลับบ้านเห็นคนในบ้านถูกฆ่าตายหมด เขาคงไปแจ้งทางการมาจับตัวเรา เราจะเดือดร้อน”
เฉินกงว่า “ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาบริสุทธิ์ ก็ยังฆ่าเขา”
เฉาเชาตอบว่า “ข้าขอทรยศต่อโลก ดีกว่าให้โลกทรยศต่อข้า”
เฉินกงเงียบไป
เดินทางไปสักหน่อยก็เข้าพักที่โรงเตี๊ยม
ความน่าสนใจมิได้อยู่ที่สำนวนแปล แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช มีหมายเหตุประกอบบอกว่า
กรณีโป๋เซอ สามก๊กบางฉบับว่า
เฉาเชามิได้เป็นคนเช่นนี้ (แต่)โป๋เซอจะไปรายงานทางการ เฉาเชาจึงต้องทำเช่นนั้น
เท่านั้น, หากแต่ยังอยู่ที่บางคำพูดของโจโฉ (เฉาเชา)
นั่นก็คือ ประโยคที่ว่า “ธรรมดาเกิดมาทุกวันนี้ย่อมจะรักษาตัวมิให้ผู้อื่นคิดร้ายได้ เราจึงทำการครั้งนี้” (เจ้าพระยาพระคลัง (หน))
นั่นก็คือ ประโยคที่ว่า “ข้าพเจ้ายอมเนรคุณคนในใต้ฟ้าดีกว่าปล่อยให้คนในใต้ฟ้าเนรคุณข้าพเจ้าได้ก่อน” (วรรณไว พัธโนทัย)
นั่นก็คือ ประโยคที่ว่า “ข้าขอทรศยศต่อโลกดีกว่าให้โลกทรยศต่อข้า” (แพทย์หญิงกัลยา สุพันธุ์วณิช)
แท้จริงแล้วความนัยแท้จริงเป็นอย่างไร
หากใครอ่าน “ชีวิตรักของโจโฉ” อัน สุทธิพล นิติวัฒนา แปลและเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาจีนของ “หนานกงเผอ” ก็จะพบว่ามีหลาย “ข้อมูล” ที่เอนไปทาง “อู้หม่านหลานเจียง” และ “หวังเสียวเหล่ย”
1 ไม่มีการพยายามลอบสังหารอย่างที่ “หลอกว้านจง” ร้อยเรียงเอาไว้
เมื่อไม่มีกรณีความพยายามลอบสังหารตั๋งโต๊ะ การหนีออกจากนครลั่วหยางของโจโฉก็เป็นอีกเรื่อง
โจโฉคิด ตั้งแต่เกิดกรณีอ้วนเสี้ยวแล้ว เพียงแต่รอจังหวะเวลา
สภาพการณ์อันเกิดตามมาก็คือ เมื่อสูญเสียอ้วนเสี้ยวไปเป้าหมายของตั๋งโต๊ะคือโจโฉ โดยการแต่งตั้งเข้าไปแทนที่ในตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารม้า
“ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านเต็มใจช่วยเหลือข้าพเจ้า” คือคำของตั๋งโต๊ะ
ในความเห็นของหนานกงเผอ “เจตนาดีของตั๋งโต๊ะนั้นมีความปรารถนาที่จะเอาโจโฉมาเป็นลูกน้อง” ตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารม้า คือ ไพ่ตาย แต่โจโฉตัดสินใจไม่เป็น เขาเอาคำสั่งแต่งตั้งให้คนนำไปคืนตั๋งโต๊ะ
กลางดึกคืนนั้นโจโฉก็เตรียมออกจากลั่วหยาง
ตามแนวการประพันธ์ของหนานกงเผอ เป้าหมาย 1 ของโจโฉเมื่อออกจากลั่วหยางคือ ซัวหยง ผู้คงแก่เรียนซึ่งให้ความนับถือ
อีกเป้าหมาย 1 คือ การร่ำลาบุ้นกี ธิดาคนเก่งของซัวหยง
ด้านหลักของหนังสือ “ชีวิตรักโจโฉ” อาจพิรี้พิไรอยู่กับการกล่าวคำอำลาต่อบุ้นกีอย่างอาวรณ์ แต่ความเป็นจริงกลับเป็นการหวังพึ่งบารมีของซัวหยง ซึ่งเป็นคนที่ตั๋งโต๊ะให้ความเกรงใจอย่างสูง
ปรากฏว่า ซัวหยงเองก็ได้เตรียมเสบียงและเสื้อผ้าธรรมไว้ให้พร้อมสรรพ
“โจโฉ” ซัวหยงกล่าว “ผู้ที่ออกจากประตูเมืองคนแรกหากแต่งเครื่องแบบคงจะทำให้ยามประตูเกิดความสงสัย”
“ขอให้โชคดี” ซัวหยงกล่าวพร้อมกับยกจอกขึ้นแตะริมฝีปาก
เมื่อราตรีผ่านพ้น ฟ้าเริ่มสาง เสียงเท้าม้ากระทบพื้น โจโฉเห็นประตูเมืองค่อยๆ เปิดออกช้าๆ
แว่วยินเสียงเป่าเขาควายบอกชั่วยามแห่งรุ่งอรุณ
ทหารยามถือคบไฟส่องใบหน้าโจโฉแล้วปล่อยให้ผ่านไป โจโฉควบม้าไปช้าๆ ถอนหายใจยาว
พลางตบคอม้าคู่ชีพเร่งรัดให้เดินทาง
มาได้ 7-8 ไมล์ พระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบูรพา ม้ามุ่งตรงไปทางทิศตะวันออก ประกายระยิบของรวีแห่งอรุณรุ่งส่องต้องจนรู้สึกเคืองนัยน์ตา โจโฉหันกลับหลังอีกครั้ง
“ข้าต้องกลับมา ข้าต้องกลับมาเป็นจอมคนควบคุมนครลั่วหยาง”
แตกต่างไปจากปลายพู่กันของหลอกวนตง แตกต่างไปจากการร่ายเรียงลงบนแผ่นคีย์บอร์ดของอู้หม่านหลานเจียง และของหวังเสียวเหล่ย
มิได้เป็นการหลบหนีอย่างร้อนรน
เป็นการจรไปแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีเพื่อนทหารเคียงข้าง ไม่มีสมุนบริวารคอยให้การคุ้มกัน
ตระหนักในอันตรายแน่นอน
เพราะตระหนักจึงได้เลือกไปหาซัวหยง รู้อยู่อย่างดีว่าตั๋งโต๊ะต้องการภาพของซัวหยงมาตกแต่ง
แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อออกจากลั่วหยาง
นี่เป็นปริศนาที่หนานกงเผอจัดวางเอาไว้แล้วอย่างสอดรับและเป็นระบบเพื่อสีสันอันเพริศแพร้วพรรณราย
ของ “จอมคน” โจโฉ

