หน้าแรก บทความ โคทม อารียา |...

โคทม อารียา | ขอคัดค้านร่างกฎหมายริบภาษีเหล้าและยาสูบที่จัดสรรแก่กิจการสาธารณะ

11.10.26 | 15:30 น.

ขอคัดค้านร่างกฎหมายริบภาษีเหล้าและยาสูบที่จัดสรรแก่กิจการสาธารณะ


นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เสนอร่างกฎหมายที่อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ มิให้นำเงินรายได้จากผู้มีหน้าที่เสียภาษีเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุราและยาสูบมาเป็นเงินบำรุงแก่ กองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ (กองทุน สสส.) โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน โดยแทนด้วยเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น ผู้เสนอร่างกฎหมายให้เหตุผลว่า มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 บัญญัติว่าการเสนอกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้นหรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะ จะกระทำมิได้ แต่มิให้ใช้บังคับแก่กฎหมายที่กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้และยังมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ แต่เห็นว่าบทบัญญัติยกเว้นเช่นนี้ เป็นบทบัญญัติสำหรับใช้เฉพาะกาล ดังนั้น เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เอกสารเปิดรับฟังความเห็นของสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า ภาคีเครือข่ายที่ได้รับการจัดสรรเงินจากกองทุน สสส. และจะได้รับผลกระทบโดยอ้อม ได้แก่

(1) กระทรวงสาธารณสุข

Advertisement

(2) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

(3) กระทรวงแรงงาน

(4) สถาบันการศึกษาและโรงพยาบาล

(5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(6) องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) มูลนิธิ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

ในขณะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร และคณะ ก็เสนอร่างกฎหมายอีก 3 ฉบับ เพื่อริบภาษีเหล้าและบุหรี่ (มีชื่อเล่นว่า “ภาษีบาป”) จากกิจการสาธารณะ ได้แก่กิจการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ชื่อย่อว่า “ไทยพีบีเอส) จากกองทุนผู้สูงอายุ และจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยมีสาระและเหตุผลเดียวกัน คือ องค์การและกองทุนเหล่านี้ ได้รับการจัดสรรภาษีบาปที่มีกฎหมายรองรับมาก่อนกฎหมายวินัยการเงินการคลัง นี่เป็นข้อยกเว้นที่ถือเป็นบทเฉพาะกาล จึงควรเลิกบทเฉพาะกาลนี้เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ประเด็นแรกที่ผู้เสนอร่างกฎหมายยกมาเป็นเหตุผลแต่อาจขาดน้ำหนักคือ การตีความว่าการจัดสรรภาษีบาปที่มีมาก่อนกฎหมายการเงินการคลังเป็นบทเฉพาะกาล อันที่จริง กฎหมายการเงินการคลังมิได้มีบทเฉพาะกาล ในการบัญญัติบทเฉพาะกาล กฎหมายจะระบุว่าบทเฉพาะกาลมีผลถึงเมื่อไร การจัดสรรภาษีบาปที่มีมาก่อนมีบัญญัติอยู่ในตัวบท ใช้บังคับได้ต่อไปไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ซึ่งอาจกระทำได้โดยไม่ต้องอ้างเรื่องบทเฉพาะกาล

ประเด็นที่สองที่ผู้เสนอร่างกฎหมายยกมาเป็นเหตุผลคือ ต้องการให้การรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ดี ผู้บัญญัติกฎหมายการเงินการคลังในปี 2561 ทราบดีอยู่แล้วว่า ข้อยกเว้นสำหรับกิจการสาธารณะจำนวนหนึ่งที่มีไม่มาก และไม่กระทบจนเกินไปต่อการจัดลำดับความสำคัญของกิจการที่แข่งกันของบประมาณนั้น สามารถเป็นมาตรฐานที่ยอมรับได้ และอาจเป็นประโยชน์แก่ผู้รับบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าการสร้างเอกภาพของมาตรฐาน

องค์กรสาธารณะที่ได้รับงบประมาณผ่านกองทุนของตนนั้น (คือกองทุน สสส., กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาฯ) ได้รับการจัดสรรภาษีบาปปีละ 2% เป็นเงินประมาณ 4,000 ล้านบาท (ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับยอดการจัดเก็บภาษี) ส่วนไทยพีบีเอส ได้รับการจัดสรรภาษีบาปปีละ 1,5% แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท วงเงินรวมสี่องค์กรประมาณ 14,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณที่อาจมีปัญหาในเรื่องวินัยการเงินการคลัง ได้แก่งบกลางสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น ตั้งไว้ที่ 99,000 ล้านบาท อันที่จริง วงเงินมากน้อยแม้สำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือการดำเนินงานที่มีประสิทธิผลและการมีธรรมาภิบาล

ภารกิจสาธารณะของแต่ละองค์กรมีโดยย่อดังนี้

• ไทยพีบีเอส: ดำเนินงานในฐานะสื่อสาธารณะ เพื่อสร้างความรู้ ข้อมูลที่ถูกต้อง และพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยปลอดจากอิทธิพลทางการเมืองและทุน
• สำนักงานกองทุน สสส.: ทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานสุขภาวะทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคมและทางปัญญา โดยเฉพาะงานป้องกันโรค และส่งเสริมสุขภาพของคนไทยในระดับชุมชนและประเทศ

• กองทุนผู้สูงอายุ: ดูแล คุ้มครอง และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุ เพื่อสร้างสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี

• กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ: ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนากีฬาความเป็นเลิศ กีฬาเพื่อมวลชน และนักกีฬาของชาติ

การเป็นภารกิจสาธารณะอาจพิจารณาได้จากการมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาสังคม พัฒนาสุขภาพ สื่อ และคุณภาพชีวิตของประชาชน การมีแหล่งทุนที่เสถียรเพื่อใช้ในงานสาธารณะอย่างต่อเนื่อง และการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบของรัฐ

ผมถาม ChatGPT ว่าการที่องค์กรสาธารณะของไทยสี่องค์กรมีงบประมาณจากภาษีบาปนั้น มีข้อดีข้อเสียอะไร ได้คำตอบพอสรุปได้ดังนี้

ข้อดี

o ให้ผู้บริโภคสินค้าที่ก่อภาระต่อสุขภาพและสังคมช่วยแบกรับต้นทุน โดยนำทุนดังกล่าวไปสนับสนุนงานสุขภาพ กีฬา การศึกษา หรือการป้องกันปัญหาสังคม

o องค์กรสาธารณะมีรายได้มั่นคง สามารถวางแผนงานระยะยาวได้

o เกิดวงจรที่มีเหตุผล เช่น เก็บภาษี ลดการบริโภค นำรายได้ไปป้องกัน/เยียวยาผลกระทบ
o ลดการแทรกแซงทางการเมืองที่อาจมีขึ้นผ่านการต่อรองงบประมาณประจำปี

ข้อเสียและความเสี่ยง

o ภาษีเป็นเงินสาธารณะ จึงควรเข้าสู่งบประมาณแผ่นดินก่อน แล้วจึงจัดสรรตามลำดับความสำคัญ

o เกิดแรงจูงใจที่ขัดแย้งกัน หากองค์กรได้รับเงินมากขึ้นเมื่อประชาชนบริโภคสุรา หรือบุหรี่มากขึ้น อาจเกิดคำถามว่าองค์กรเหล่านั้นจะมีแรงจูงใจโดยปริยายที่ทำให้ไม่อยากเห็นภาษีบาปลดลงหรือไม่

o หากคนสูบบุหรี่หรือดื่มสุราน้อยลง ฐานภาษีก็ลดลง องค์กรที่พึ่งพาภาษีดังกล่าวมากเกินไปอาจประสบปัญหาทางการเงินในระยะยาว

o การตรวจสอบโดยกระบวนการงบประมาณประจำปีอาจลดลง จึงต้องมีระบบสอบบัญชี การเปิดเผยงบประมาณ และการประเมินผลที่เข้มแข็ง

o ควรดูด้วยว่าเงินภาษีที่นำไปจัดสรรกลับมาช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางมากน้อยเพียงใด

ChatGPT ให้ความเห็นว่า ทางออกที่สมดุลอาจประกอบด้วย การกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจน, มีเพดานรายได้, มีการประเมินทุก 3–5 ปี, และเปิดเผยผลสัมฤทธิ์ต่อสาธารณะ

ผมไม่ค่อยทราบการทำงานของกองทุนผู้สูงอายุและกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ดังนั้นในลำดับต่อไป จะขอกล่าวถึงเฉพาะการทำงานและความเห็นเกี่ยวกับงานของสำนักงาน สสส. และของไทยพีบีเอส

สำนักงาน สสส. ดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงและหน่วยงานด้านสุขภาพ เป็นประธานกรรมการกองทุน สสส. ทำหน้าที่ควบคุมและกำหนดนโยบายของสำนักงานกองทุน สสส. โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง, ทำงานโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน, และบูรณาการแก้ปัญหาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

สำนักงาน สสส. มีคำขวัญว่า “สร้างนำซ่อม” ที่มีนัยสำคัญเชิงนโยบายสาธารณสุขและการคลังของประเทศ ดังนี้

• สร้าง (สร้างเสริมสุขภาพ): คือการรุกเข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนและลดปัจจัยเสี่ยงล่วงหน้า เช่น การสนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกาย การควบคุมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อไม่ให้เกิดการเจ็บป่วย

• นำ (ใช้วิชาการ/สังคมนำการเปลี่ยนแปลง): นำด้วยความรู้ งานวิจัยเชิงประจักษ์ และนโยบายสาธารณะ เพื่อปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและกติกาทางการตลาดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

• ซ่อม (การรักษาพยาบาล): คือหน้าที่ปลายเหตุยามเมื่อเจ็บป่วยไปแล้ว ซึ่งเป็นบทบาทหลักของโรงพยาบาลและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หากปล่อยให้ประชาชนเจ็บป่วยแล้วค่อยมา “ซ่อมสุขภาพ” ทีหลัง ระบบงบประมาณสาธารณสุขของประเทศจะต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลมหาศาลโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่คนไทยเสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ สูงถึงประมาณ 400,000 รายต่อปี (คิดเป็นร้อยละ 81 ของการเสียชีวิตทั้งหมด)

จากการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายที่จะแทนภาษีบาปด้วยเงินงบประมาณประจำปี โดยเฉพาะสำหรับกองทุน สสส. ที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นผู้เสนอนั้น มีความเห็นโต้แย้งกลับมาหลายความเห็น เช่น

1.นายแพทย์มานพ พิทักษ์ภากร ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าการทำงานของ สสส. ทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากเหล้าและบุหรี่ได้น้อยลง ควรเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่เกิดจากเหล้าและบุหรี่ลดลงในระยะยาวด้วย ภาระการรักษาโรคเหล่านี้ สูงกว่าภาษีสรรพสามิตดังกล่าวมาก แนวคิดเรื่อง Earmarked Tax หรือการจัดสรรภาษีอย่างเจาะจง เป็นแนวคิดที่ดี หลายประเทศก็ทำ เริ่มที่ออสเตรเลียเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว เขาดึงภาษีบุหรี่ 5% เข้ากองทุนสุขภาพ ต่อมาหลายประเทศก็ทำตาม เช่น เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ไต้หวัน หากรัฐบาลมีคำถามเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของ สสส. เช่นว่า มีบุคคลบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ก็ควรปรับปรุงการตรวจสอบและเน้นความโปร่งใสด้านการเงิน มิใช่การแก้กฎหมายที่มาของเงิน ที่ทำลายแนวคิดเรื่อง Earmarked Tax

2.เครือข่ายองค์กรนวัตกรรมสังคมด้านเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ และครอบครัว (รวม 27 องค์กร/บริษัท) คัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ. กองทุน สสส. โดยออกแถลงการณ์มีใจความว่า “นายกอย่าอ้างวินัยการคลัง มาลดทอนความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม” ภาคีที่ดำเนินงานจากกองทุน สสส. ตั้งคำถามต่อการทำงานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องมลภาวะในอากาศ, อาหารที่ปนเปื้อน, การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า, การระบาดของปลาหมอคางดำ ฯลฯ ที่ล้วนเป็นการต่อสู้กับทุนที่สร้างปัญหาต่อสุขภาวะของประชาชนทั้งสิ้น สุขภาวะที่ต้องได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

3.นอกจากนี้ยังมีบุคคลอื่นอีกหลายคนที่ให้สัมภาษณ์คัดค้านอย่างชัดเจน อาทิ ก) นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ เห็นว่าผู้ได้ประโยชน์โดยตรงคือธุรกิจสุราและยาสูบ เพราะต้นทุนภาษีลดลง และขอถามว่า เงินของรัฐจะถูกนำมาจัดสรรให้ สสส. ในระดับเดิมหรือไม่ ข) นายวรากรณ์ สามโกเศศ กังวลว่า งานของ สสส. อาจขาดความต่อเนื่อง และอาจเปิดช่องให้มีการแทรกแซงทางการเมือง รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้ สสส. อยู่ดี จึงอาจกลายเป็นภาระงบประมาณของรัฐแทน ค) นายสุปรีดา อดุลยานนท์ อธิบายว่า แนวคิด Earmarked Tax มาจากแนวคิดเรื่องการเงินการคลังเพื่อสังคม ง) นายแพทย์พลเทพ วิจิตรคุณากร ตั้งคำถามว่า หาก สสส. ต้องพึ่งงบประมาณการเมืองทุกปี จะรักษาความเป็นอิสระในการทำงานด้านสุขภาพได้เพียงใด ง) นายแพทย์สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ อธิบายว่า การเสนอแก้กฎหมายครั้งนี้ ประโยชน์จะตกแก่บริษัทบุหรี่และเหล้า ไม่ตกแก่ประชาชน ภาษีบาปหมายถึงการให้บริษัทบุหรี่และเหล้าต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีก คือภาษีสรรพสามิตก็จ่ายให้ประเทศเท่าเดิม แต่บังคับให้บริษัทต้องจ่ายภาษีเพิ่มให้แก่องค์กรสาธารณะสี่องค์กรอีก เป็นเงินประมาณปีละ 14,000 ล้านบาท ถ้ายกเลิกภาษีบาป บริษัทบุหรี่และเหล้าไม่ต้องเสียเงินให้ประเทศ 14,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลต้องโยกงบอื่นมาจ่ายแทน

4.นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน เขียนบทความชื่อ “Earmarked Tax กับภารกิจสาธารณะ: ผลลัพธ์ที่ไม่ควรมองข้าม” ลงหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 7 ตุลาคม 2569 มีใจความพอสรุปได้ว่า ก) การยกเลิก Earmarked Tax อาจไม่ทำให้การใช้เงินของรัฐมีวินัย โปร่งใส หรือมีประสิทธิภาพขึ้นเสมอไป ข) การศึกษาประสบการณ์ของออสเตรเลีย เยอรมนี ฮังการี และสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า การส่งเสริมสุขภาพและกิจกรรมทางสังคมระยะยาว มักได้รับผลกระทบจากการทบทวนงบประมาณประจำปี และการเปลี่ยนลำดับความสำคัญทางการเมือง ค) Earmarked Tax เป็นกลไกสร้างความต่อเนื่องให้แก่ภารกิจสาธารณะ ง) ฟิลิปปินส์กำหนดให้นำรายได้จากภาษีสุราและยาสูบ ร้อยละ 60 ไปสนับสนุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 20 ไปให้แก่การแพทย์และสถานพยาบาล ร้อยละ 20 ไปสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน จ) เกาหลีใต้นำภาษียาสูบไปสนับสนุนงานป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ฉ) มลรัฐคาลิฟอร์เนีย เก็บภาษีเงินได้ เฉพาะส่วนที่ต้องเสียภาษีซึ่งเกินหนึ่งล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอีก 1% เพื่อนำมาดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงและผู้ติดยาเสพติด ช) การสร้างวินัยการเงินการคลังมีหลายช่องทาง สำหรับกรณี Earmarked Tax การมีส่วนร่วมคือหัวใจสำคัญ

5.นางนวลน้อย ตรีรัตน์ให้ความเห็นในทางเศรษฐศาสตร์ว่า การอ้างเหตุผลเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังให้เป็นมาตรฐานเดียวกันนั้น ไม่สมเหตุสมผล เพราะกองทุน สสส. เป็นการปฏิวัติวิธีคิดการจัดการสุขภาพของไทยคือ “สร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้ดีก่อนการรักษา” โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่รักษายากและค่ารักษาสูงขึ้นทุกปี ถือเป็นโครงการระยะยาวที่ต้องทำต่อเนื่อง เพื่อไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้คน การใช้ Earmarked Tax ถือเป็นเรื่องทั่วไปในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีการโต้เถียงเรื่อง Earmarked Tax มาแล้วก่อนออก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 ว่า Earmarked Tax ควรมีหรือไม่ สุดท้ายได้ข้อสรุปตรงกันว่า ใช้ Earmarked Tax แล้วได้ผลตรงประเด็น แต่ไม่ควรมี Earmarked Tax มากเกินไป ที่สำคัญคือ กองทุน สสส. มีกระบวนการตรวจสอบการใช้งบประมาณที่เข้มงวดมาก การอนุมัติงบประมาณแต่ละปีโดยคณะกรรมการกองทุน สสส. ที่มีนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่รับมอบหมายเป็นประธานก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการถกเถียงอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังมีการตั้งคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงาน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และการรายงานผลการปฏิบัติงานต่อสภาผู้แทนราษฎร “ก็ยังมองไม่เห็นและไม่เข้าใจว่าจะมาทำเรื่องนี้ทำไม”

มาถึงตอนนี้ ผมได้นำเสนอความเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับการตัดภาษีบาปหรือภาษีเจาะจง (Earmarked Tax) ออกจากกองทุน สสส. มาพอสมควรแล้ว ต่อไปจะนำเสนอความเห็นโต้แย้งการจะออกกฎหมายทำนองเดียวกัน สำหรับไทยพีบีเอส

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 องค์กรสื่อ 6 องค์กร ได้แก่ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์, สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ได้ออกแถลงการณ์ที่พอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ ก) ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ข) สื่อสาธารณะมีภารกิจในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นอิสระ รวมทั้งตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและสังคมโดยรวม ค) สื่อสาธารณะเป็นสื่อของประชาชน มิใช่ของรัฐบาล หรือเครื่องมือของฝ่ายการเมืองใด ง) การทบทวนกฎหมายต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน และเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม จ) ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะทั้งในทางกฎหมายและทางการเงิน ฉ) ไทยพีบีเอสต้องทบทวนและปฏิรูปการดำเนินงานครั้งสำคัญ เพื่อแสดงคุณค่าของสื่อสาธารณะต่อประชาชน

สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมว่า ไม่เห็นด้วยกับการริบภาษีเหล้าและบุหรี่ที่จัดสรรให้แก่ไทยพีบีเอส เพราะการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินทำให้ขาดความแน่นอน อาจถูกตัดลดตามสถานการณ์การเมือง เปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะ

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมออกแถลงการณ์เรื่อง “ปกป้องสื่อสาธารณะ: ไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน” ชมรมฯไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับริบเงินบำรุงไทยพีบีเอสที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ และให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ความพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของไทยพีบีเอสนั้น จะคำนึงเพียงเรื่องวินัยทางการเงินการคลังไม่ได้ เพราะสื่อสาธารณะมีหลักการคือความอิสระ ปราศจากการครอบงำจากรัฐและทุน สื่อสาธารณะจะกล้าตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐได้อย่างไร หากรัฐบาลสามารถให้คุณให้โทษผ่านการจัดสรรงบประมาณสำหรับองค์กรสื่อสาธารณะเสียเอง บ่อยครั้งที่ไทยพีบีเอสเปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นผลกระทบทางสังคมอันเนื่องมาจากการดำเนินการของรัฐบาลและกลุ่มทุนใหญ่ สื่อสาธารณะจะทำเช่นนั้นไม่ได้เลย หากปราศจากความเป็นอิสระ

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ออกแถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของรายได้ของไทยพีบีเอส โดยให้เหตุผลว่า ไทยพีบีเอส ต้องเป็นสื่อสาธารณะที่มีอิสระ ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะได้ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงในการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ระบบขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด อาคารสูงในซอยแคบ น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568 อาหารปลอดภัย อาชญากรรมไซเบอร์ ฯลฯ รายการสถานีประชาชนของไทยพีบีเอสเป็นกลไกสำคัญในการรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น การหลอกลวงออนไลน์ สินค้าไม่ตรงปก สัญญาไม่เป็นธรรม หรือภัยมิจฉาชีพ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางประสานงานระหว่างผู้บริโภคกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักเศรษฐศาสตร์โพสต์ข้อความสนับสนุนความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะจากผู้มีอำนาจทางการเมือง และยังยกความสำคัญของความเป็นอิสระจากอิทธิพลเชิงพาณิชย์ด้วย สื่อพาณิชย์จำต้องพึ่งพาเรตติ้งและการโฆษณาจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ทำให้รายการสำหรับเด็ก เยาวชน กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ด้อยโอกาส ที่ไม่มีกำลังซื้อหรือมีน้อยถูกละเลย สื่อสาธารณะจึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ หากไทยพีบีเอสต้องเข้าสู่ระบบงบประมาณหรือการแข่งขันเชิงพาณิชย์ พื้นที่ของคนตัวเล็กตัวน้อยจะยิ่งลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายเจิมศักดิ์ยกตัวอย่างสื่อสาธารณะที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ BBC และ NHK ที่ดำเนินการด้วยความเป็นอิสระมานานกว่า 90 ปีนั้น ต่างได้รับ Earmarked Tax ที่เป็นค่าธรรมเนียมการรับสัญญาณโทรทัศน์ ประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปีสำหรับ BBC และจากค่าธรรมเนียมรับชมจากครัวเรือนเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี สำหรับ NHK

นายเจิมศักดิ์ยังระบุอีกว่า ข้อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของไทยพีบีเอสในเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ และการบริหารจัดการองค์กร เป็นประเด็นที่ปฏิเสธไม่ได้ ไทยพีบีเอสจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้เป็น “อนุสติ” ในการทบทวนโครงสร้าง ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เช่นพิจารณาอัตรากำลังบุคลากร (ปัจจุบันประมาณ 1,000 คน) ร่วมกับการบริหารสัญญาจ้างผู้ผลิตภายนอก (outsource) เพื่อให้อัตราส่วนงบประมาณ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ขอยกตัวอย่างความเห็นของ นางวิลาสินี พิพิธกุล นักวิชาการสื่อสารมวลชน ที่โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊ค เชิญชวนผู้ที่เห็นว่า ระบบภาษีเจาะจง (Earmarked Tax) คือ การรักษาความเป็นอิสระจากทุนและการเมืองของสื่อสาธารณะ ไปร่วมแสดงความเห็นในช่องทางประชาพิจารณ์ของสภาฯ (เปิดรับฟังถึงแค่วันที่ 14 ตุลาคมนี้เท่านั้น) พร้อมทั้งแนะนำว่า “องค์การ และ กองทุน ย่อมผ่านการปรับปรุง พัฒนา เร่งเครื่อง และพร้อมรับการตรวจสอบมาโดยตลอด คำแนะนำเชิงสร้างสรรค์ย่อมเป็นประโยชน์ค่ะ”

ขอยกตัวอย่างความเห็นของนักรัฐศาสตร์สองคน ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชนลงวันที่ 7 ตุลาคม สรุปความเห็นของนางศิพิมพ์ ศรบัลลังก์ได้ว่า สมการที่ดีกว่าอาจไม่ใช่การเลือกระหว่างความเป็นอิสระกับความรับผิดชอบ แต่คือการทำให้สองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้ … องค์กรอาจมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงเพียงพอสำหรับการวางแผนระยะยาว ขณะเดียวกันก็ต้องถูกประเมินผลอย่างจริงจัง ส่วนนายณัฐกร วิทิตานนท์ ให้ความเห็นว่า ไทยพีบีเอสมีงบดำเนินงานสูงกว่าสื่อเอกชน ที่ผลิตงานมีคุณภาพไม่ต่างกัน แต่สื่อเอกชนมีข้อจำกัดเรื่องธุรกิจ จึงไม่สามารถนำเสนอประเด็นสาธารณะที่ไทยพีบีเอสเล่นได้ รวมถึงการจ้างผู้ผลิต ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระจุกอยู่ในเครือข่ายหรือไม่ ไม่เปิดให้ผู้ผลิตหน้าใหม่ที่มีฝีมือเข้าถึงแหล่งทุน ดังนั้น จึงควรแก้ที่วิธีการทำงาน ไม่จำเป็นถึงขั้นต้องแก้กฎหมาย ก็สามารถปรับปรุงปฏิรูปได้ โดยไม่แตะที่เจตนารมณ์ความเป็นอิสระขององค์กร และบทบาทที่บางครั้งต้องวิพากษ์วิจารณ์รัฐ

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน กรณีเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของรายได้ขององค์กรสาธารณะ 4 องค์กร โดยเฉพาะกรณีของไทยพีบีเอส ที่อาจได้รับผลกระทบต่อความเป็นอิสระ หากต้องขออนุมัติงบประมาณรายปีจากฝ่ายการเมือง สื่อสาธารณะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่รอบด้าน ไม่ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการค้าหรือทางการเมือง รวมถึงเป็นสื่อทางเลือกในการผลิตและเผยแพร่รายการที่สื่อเชิงพาณิชย์มีข้อจำกัด เช่น ข่าวเชิงลึก สารคดี รายการเด็กและเยาวชน และรายการที่เป็นปากเสียงของกลุ่มคนที่ไม่มีพื้นที่ในสื่อ

กสม. เข้าใจว่ารัฐมีหน้าที่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง การใช้เงินของรัฐต้องโปร่งใส คุ้มค่า ตรวจสอบได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ จะต้องไม่เปิดช่องให้งบประมาณกลายเป็นเครื่องมือกดดันการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะ ซึ่งในทางสากลถือเป็นหลักประกันสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

นายอานันท์ ปันยารชุน กล่าวในวันเปิดตัวหนังสือ “หงส์ลายมังกร” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม โดยมีวลิสำคัญคือ สังคมไทยเป็นสังคมที่ฟังไม่เป็น … สังคมไทยไม่มีอนุรักษ์นิยมในความหมายสากล มีแต่อำนาจนิยม แม้ผมมีแนวโน้มที่จะเห็นด้วย แต่ขณะเดียวกัน ผมแอบหวังว่าผมเข้าใจผิด ผมหวังว่าจากความคิดเห็นต่าง ๆ ที่แสดงออกมาและรวบรวมบางส่วนมาไว้ในบทความนี้ ผู้มีอำนาจ “จะฟังเป็น” ผู้มีอำนาจอาจเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็จริง แต่ไม่ถึงกับเป็นฝ่ายอำนาจนิยม พอใจแล้วกับอำนาจเหนือเกือบทุกองคาพยพทางการเมือง เมื่อมีคนท้วงก็ยอมปล่อยวาง ไม่แสวงอำนาจเหนือต่อไปถึงองค์กรสาธารณะ 4 องค์กรที่เรามีอยู่ในขณะนี้ … โอมเพี้ยง! (ขอให้ความหวังเล็กน้อยนี้เป็นจริง)

ผมขอคัดค้านร่างกฎหมายริบภาษีเหล้าและยาสูบที่จัดสรรแก่กิจการสาธารณะ ขอให้หลักการภาษีเจาะจง (Earmarked Tax) ยังคงอยู่สำหรับกิจการสาธารณะที่ต้องทำต่อเนื่องอย่างมั่นคง โดยกิจการสาธารณะนั้น ควรมีการปรับปรุงเพื่อประสิทธิผล ความคุ้มค่า และความโปร่งใสอยู่เสมอ