ชื่อ “คลองประเวศบุรีรมย์” ในหลวง ร.5 พระราชทานนามคลองนี้ โปรดเกล้าฯให้ เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เป็นแม่กองรับผิดชอบดำเนินการขุด
“ประเวศบุรีรมย์” มีความหมายว่า “การเข้าสู่เมืองที่มีแต่ความรื่นรมย์”
การขุดคลองในสมัยในหลวง ร.5 คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดระเบียบเมืองและจัดการน้ำในยุคที่ที่ดินยังเปิดกว้าง
ส่วน “อุโมงค์ระบายน้ำ” ในปัจจุบัน คือ การแก้โจทย์เดียวกันภายใต้เมืองที่หนาแน่นและซับซ้อนกว่าเดิมมาก
ผู้คนในสมัยรัชกาลที่ 5 มิได้ขุดคลองเพราะมองว่าน้ำ “เป็นศัตรู” ที่ต้องกำจัด เข้าใจดีว่า น้ำเป็นทั้ง “ทรัพยากร” และ “ความเสี่ยง” ต้องสร้างทางให้น้ำเดินทางไปยังที่ที่ต้องการ และมีทางให้ “น้ำส่วนเกิน” ออกจากพื้นที่ให้ได้
พระนคร สมัยในหลวง ร.5 เริ่มเปลี่ยนแปลง มีการสร้างถนน ทางรถไฟ และชุมชนขยายออกนอกเขตเมืองเดิม แต่รัฐบาลก็ยังเห็นความสำคัญของ “คลอง” เพราะคลองรองรับทั้งการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการจัดการน้ำ
พ.ศ.2413-2415 เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)เป็นผู้มีบทบาทในงานขุดคลองยุคต้นรัชกาลที่ 5 ท่านมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการขุดคลองเปรมประชากร ซึ่งช่วยเชื่อมการคมนาคมและการค้าระหว่างกรุงเทพฯกับอยุธยา
ท่านเป็นบุคคลสำคัญในยุคที่การขุดคลองเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการน้ำและพัฒนาพื้นที่
พ.ศ.2442 เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ คือผู้ผลักดันการแก้ปัญหาน้ำในทุ่งรังสิต กราบบังคมทูลขอให้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาและแก้ปัญหา เป็นตัวอย่างของข้าราชการที่ช่วยผลักดันให้นโยบายจัดการน้ำเป็นรูปธรรม
เย โฮมัน วาน เดอร์ ไฮเด (Mr. J. Homan van der heide) เป็นใคร?
พ.ศ.2445 ในหลวง ร.5 ทรงว่าจ้างวิศวกรชลประทานชาวเนเธอร์แลนด์เข้ามาทำงาน เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในการวางรากฐานชลประทานของสยามและเป็น เจ้ากรมคลอง คนแรก
กรมคลอง มีหน้าที่ดูแลคลองและเสนอแนวทางจัดการน้ำเพื่อการเพาะปลูก อีกทั้งเสนอแนวคิดสร้างเขื่อนทดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณจังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำไปสู่การพัฒนาระบบชลประทานในยุคต่อมา
2445 ในหลวง ร.5 โปรดเกล้าฯให้ตั้ง กรมคลอง และแต่งตั้ง นายวาน เดอร์ ไฮเด เป็นเจ้ากรมคลองคนแรก ถือเป็นก้าวสำคัญของการมีหน่วยงานรัฐรับผิดชอบดูแลระบบคลองโดยตรง
การขุดคลองในยุคโน้นไม่ได้ทำแบบแยกส่วนเสมอไป แต่มีการวางแนวเชื่อมต่อคลองสายหลักกับคลองสาขา และเริ่มใช้เทคโนโลยีการสำรวจ เครื่องจักร ประตูระบายน้ำ และทำนบเพื่อควบคุมระดับน้ำมากขึ้น
น้ำแล้ง…ก็เป็นปัญหา ไม่ใช่เฉพาะน้ำท่วม
ในพื้นที่เกษตรกรรม คลอง จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงแหล่งน้ำและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้มากขึ้น
คนในยุคสมัยนั้น ต้องคิดเรื่องน้ำสองด้านพร้อมกัน คือ ฤดูน้ำมาก จะจัดการอย่างไร และ ฤดูน้ำน้อย จะนำน้ำไปใช้ที่ไหน นี่เป็นเหตุผลที่ระบบคลองมีทั้งหน้าที่ด้านการชลประทานและการระบายน้ำ
น้ำกินน้ำใช้และสุขอนามัยของประชาชน…ต้องมี
ในช่วง พ.ศ.2448 สมัยในหลวง ร.5 เกิดแนวคิดการ “สร้างระบบประปา” เป็นรูปธรรม โดยมีการสำรวจและวางแผนโครงการ ก่อนเริ่มงานก่อสร้างคลองประปาและสร้างระบบผลิตน้ำสะอาด
ตุลาคม พ.ศ.2456 คลองประปาสร้างเสร็จสมบูรณ์สำหรับชาวพระนคร ยาวประมาณ 25 กิโลเมตร มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งน้ำดิบมาผลิตน้ำสะอาดสำหรับประชาชนในพระนคร ไม่ใช่เพื่อระบายน้ำท่วม
โปรดเกล้าฯให้เรียกการทำงานนี้ตามภาษาสันสกฤต เป็นคำสั้นว่า “การประปา”
เป็นไปตามหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งมีการกักเก็บน้ำไว้ใช้กลางใจเมือง ดังคำจารึกในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ด้านที่ 2 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงจารึกว่า “…กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีน้ำตระพังโพย สีใสกินดี…ดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง รอบเมืองสุโขทัยนี้…”
กรมสุขาภิบาล ซื้อที่ดินที่สร้างโรงสูบน้ำและโรงกรองน้ำตำบลสามเสน ซื้อที่ดินทำถนนเข้าโรงสูบโรงกรอง ตั้งแต่ถนนสามเสนถึงคันคลองประปา เพื่อวางท่อส่งน้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ามาที่โรงกรอง
ซื้อที่ดินเพื่อขุดคลองส่งน้ำจากโรงกรองน้ำสามเสนขึ้นไปถึงคลองเชียงราก และซื้อที่บริเวณปากคลองเชียงรากด้านใต้ และตำบลเหนือบ้านกะแชง เพื่อทำประตูน้ำรวมเป็นที่ดินที่ซื้อไป 1,097 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ราคาเฉลี่ยตารางวาละ 30 สตางค์ และมีผู้ยกที่ดินให้ราชการ 33 ราย รวม 24 ไร่ 3 งาน 28 ตารางวา มีอาทิ หลวงสุนทรโกษา นางพริ้ง อำแดงเจียก เม้ยฝอย เป็นต้น
ขอย้อนอดีตไปดูคลองสำคัญที่อยู่ชายขอบ กทม.
ปลายเดือนกันยายน 2569 เกิด “ฝนตกแช่ห่าใหญ่” 300 มม. ต่อเนื่องราว 48 ชม. มีการพูดถึงคลองนี้…
คลองประเวศบุรีรมย์ คลองเก่าแก่ที่ขุดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายทางน้ำที่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการน้ำของกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่ ประเวศและลาดกระบัง
พ.ศ.2420 ในหลวง ร.5 ทรงประกาศใช้พระราชบัญญัติ “ประกาศขุดคลอง” เพื่อขุดคลองประเวศบุรีรมย์พระองค์พระราชทานเงินทุนจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติจำนวน 80,000 บาท ส่วนทุนสร้างที่เหลือเป็นเงิน 32,752 บาท ทรงให้ราษฎรช่วยเสียค่าขุดคลอง โดยจะได้รับผลประโยชน์จากการจับจองที่ดินสองฝั่งคลองเป็นค่าตอบแทน
ต่อมาเมื่อที่ดินคลองประเวศบุรีรมย์ไม่เพียงพอกับความต้องการของราษฎร จึงได้ช่วยกันออกเงินจ้าง “ชาวจีน” ขุดคลองแยกอีก 4 คลอง คือ คลอง 1 คลอง 2คลอง 3 และคลอง 4
คลองสายนี้ทำหน้าที่รับและลำเลียงน้ำจากคลองสาขา ช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่ และเชื่อมโยงระบบน้ำไปยังแม่น้ำบางปะกงและเส้นทางระบายน้ำต่อเนื่องอื่นๆ
คลองประเวศบุรีรมย์เกิดขึ้นในยุคที่สยามกำลังขยายพื้นที่เกษตรกรรมและพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางน้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มทางตะวันออกของพระนคร ซึ่งเหมาะแก่การทำนาและการเดินทาง
พ.ศ.2421 เริ่มขุดคลอง
พ.ศ.2423 ขุดแล้วเสร็จ รวมระยะเวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี
คลองประเวศยาวประมาณ 46 กิโลเมตร เชื่อมบริเวณคลองพระโขนงไปทางตะวันออก ผ่านพื้นที่ลาดกระบัง ก่อนเชื่อมกับทางน้ำที่ออกสู่แม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
การขุดคลองอยู่ภายใต้การอำนวยการของ “เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์” (วร บุนนาค) ในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็น สมุหพระกลาโหม บังคับบัญชาทหาร ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า เจ้าคุณทหาร
จากนั้นมีการขุดคลองย่อยเพิ่มเติมอีกในเขตลาดกระบัง เพื่อสัญจรกันทางน้ำ และใช้น้ำเพื่อการเกษตร
มีประชาชนอพยพเข้ามาช่วยขุดคลองและขอพระราชทานที่ดินมากขึ้นเรื่อยๆ ในครั้งนั้น เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ได้จับจองที่ดินริมคลองไว้ประมาณ 1,500 ไร่ โดยมีความตั้งใจจะให้ที่ดินผืนนี้เป็น สถานศึกษา ซึ่งก็คือที่ดินของ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่มีชื่อเสียงนั่นเอง
วันเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ… 2 ฝั่งคลองประเวศบุรีรมย์ เปลี่ยนเป็นชุมชน คลองนี้เลยกลายเป็น ทางน้ำสำคัญ คือ การเป็น ทางระบายน้ำหลัก สายหนึ่ง ของกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มและมีคลองสาขาจำนวนมาก
(เป็นที่เข้าใจได้ว่า วันเวลาที่ผ่านมา เรื่องผังเมือง คงเป็นเพียงหลักการที่ไกลโพ้น… ถนน หมู่บ้าน ประปา ไฟฟ้า ที่ดินจัดสรร การกว้านซื้อที่ดิน ต่างคนต่างถือประโยชน์ส่วนตน น้ำจึงไม่มีที่อยู่)
คลองต่างๆ ที่ขุดกันไว้เพื่อใช้น้ำ เปลี่ยนสภาพเป็น “คลองรับน้ำ” จากพื้นที่และคลองสาขา เมื่อฝนตกหนัก น้ำจากถนน ชุมชน และพื้นที่ลุ่มในเขตลาดกระบัง ประเวศ และพื้นที่ใกล้เคียง
น้ำถูกระบายต่อไปยังแม่น้ำบางปะกง ขณะที่บางส่วนส่งต่อไปยังคลองพระองค์ไชยานุชิตและระบบสูบน้ำที่เชื่อมโยงไปสู่อ่าวไทย ทั้งนี้ เส้นทางและปริมาณน้ำที่ระบายได้จริงขึ้นอยู่กับระดับน้ำและการบริหารจัดการประตูระบายน้ำ
คลองประเวศฯ ทำหน้าที่ส่งและระบายน้ำไปยัง 3 เส้นทางหลัก
น้ำส่วนใหญ่จะไหลผ่านคลองสาขาและระบบระบายน้ำ มุ่งหน้าสู่สถานีสูบน้ำพระโขนง (แม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 1 กิโลเมตร) เพื่อสูบทิ้งลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
กรมชลประทานจะระบายน้ำจากคลองประเวศฯไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำบางปะกง (ในจังหวัดฉะเชิงเทรา) และผ่านระบบชลประทาน
ระบายผ่านสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ เพื่อน้ำส่วนหนึ่งออกสู่อ่าวไทย
ในรัชสมัยในหลวง ร.5 ถือได้ว่าเป็นยุคที่มีการขุดคลองมากที่สุดยุคหนึ่ง มีทั้งขุดคลองใหม่และขุดลอกคลองเก่า เพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกและเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯกับจังหวัดข้างเคียง ที่มีการผลิตข้าวและเป็นเส้นทางลำเลียงข้าวออกสู่ตลาดต่างประเทศ
ดังพระราชดำริ … “การขุดคลอง” เพื่อที่จะให้เป็นที่มหาชนทั้งปวงได้ไปมาอาศัย และเป็นทางที่จะให้สินค้าได้บรรทุกไปมาโดยสะดวก ซึ่งให้ผลแก่การเรือกสวนไร่นา ซึ่งจะได้เกิดทวีขึ้นในพระราชอาณาจักร เป็นการอุดหนุนการเพาะปลูกในบ้านเมืองให้วัฒนาเจริญยิ่งขึ้น
60-70 ปีที่ผ่านมา ในช่วงที่ผู้เขียนเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ภาพจำตลอดมา คือ รถบรรทุกเทท้ายวิ่งไป-มา เพื่อไปถมดิน-ถมที่ ก่อนปลูกบ้านทุกพื้นที่ใน กทม. มีใครไม่ถมดินก่อนปลูกบ้านบ้าง?
หมู่บ้านจัดสรรที่เกิดขึ้น ห้องแถวริมถนน ที่คนนับล้านเข้ามาพักอาศัยมีท่อระบายน้ำที่มี “รูแสนประหยัด” ไม่ระบายน้ำได้จริง แถมอุดตันอีกต่างหาก ท่อใครไปเชื่อมกับใครยากที่จะตรวจสอบ เรื่องน้ำรอระบายแล้วน้ำจะไหลไปลงคลองเอง… จึงเป็นไปไม่ได้
เฉพาะใน กทม. จึงต้องใช้ “อุโมงค์ใต้ดิน” เพื่อเป็นทางด่วนของน้ำ หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ผิวดิน ที่ทุกคนหวงแหน
อุโมงค์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำ หากน้ำบนถนนไหลลงท่อไม่ทัน ท่ออุดตัน คลองมีระดับน้ำสูง หรือแม่น้ำเจ้าพระยาและน้ำทะเลหนุนจนระบายออกได้ยาก ต่อให้อุโมงค์ใหญ่แค่ไหนก็ช่วยไม่ได้
การจัดการน้ำใน กทม. ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า พลังจากเครื่องยนต์ เป็นมูลค่ามหาศาล เรื่องของน้ำจะไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ ก็พึงพาอาศัยไม่ได้… ไม่สูบทิ้ง ก็อยู่ยาก



