การบูชาตัวบุคคลและอาลัยอาวรณ์ต่อทรัพย์สินปูนทราย
ใน‘มหานทีแห่งถ้อยคำ’
“การบูชาตัวบุคคล” หมายถึง การสร้างและธำรงภาพของบุคคลให้มีสถานะพิเศษ ซึ่งอาจเกิดปรากฏการณ์นี้ได้ทั้งกับผู้นำประเทศ หรือนักการเมือง ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับผู้มีชื่อเสียง หรือนักคิด
สัญญาณอันน่ากลัวว่าสังคม หรือกลุ่มคนนั้น เริ่มร่วงหล่นลงไปในกับดักของลัทธิบูชาตัวบุคคล ก็เมื่อความน่าเชื่อถือที่บุคคลหนึ่งสั่งสมมากลายเป็นเหตุให้ผู้คนพร้อมยอมรับสิ่งที่เขาพูดไว้ก่อน โดยยังไม่ได้พิจารณาเหตุผลหรือหลักฐานประกอบ แต่กลายเป็นเหตุผลแห่งความถูกต้องในตัวเอง เพราะเมื่อความน่าเชื่อถือของบุคคลจากสิ่งที่เขาสั่งสมมา ทำให้ผู้คนพร้อมยอมรับสิ่งที่เขาพูดไว้ก่อน จนกลายเป็นว่าแทนที่ “บุคคล” นั้นจะได้รับความเชื่อถือและบูชา เป็นเพราะเขาทำดีหรือกล่าวถึงสิ่งที่ถูกต้อง หากกลับตาลปัตรไปเป็นว่า เพราะเขาได้กล่าวถึงเรื่องนั้นหรือกระทำสิ่งใด สิ่งนั้นเรื่องนั้นจึงเป็นสิ่งที่ดีหรือเรื่องที่ถูกต้อง แม้แต่เป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็ถูกต้องโดยสมบูรณ์เพราะผู้นั้นได้รับรองแล้ว
เมื่อชื่อเสียงของผู้พูดมีน้ำหนักเหนือเนื้อหาที่พูด ความชื่นชมก็อาจเริ่มมีลักษณะของการบูชา จนเราเผลอยกสิทธิในการคิดและตัดสินใจให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
ผลเสียของการบูชาตัวบุคคลเริ่มต้นจากจุดนี้ที่ตัวผู้กระทำสำคัญกว่าสาระแห่งการกระทำ เช่น จากเดิมที่เชื่อถือเพราะเขาอธิบายได้อย่างมีเหตุผล ก็อาจค่อยๆ กลายเป็นเห็นว่าคำอธิบายนั้นมีเหตุผลเพราะเขาเป็นผู้พูด ต่อมาเมื่อผู้นั้นไปพูดเรื่องอะไรที่นอกเหนือความเชี่ยวชาญ หรือมีข้อเท็จจริงชวนให้สงสัย ผู้เชื่อหรือผู้ติดตามก็อาจช่วยหาคำอธิบายมารองรับ
การที่ใครออกมากล่าวว่าเตือนให้ผู้คนระมัดระวังการตกไปในหล่มหลุมของการบูชาตัวบุคคล จึงเป็นคำเตือนอันเป็นเหมือนการเบรกสังคมหรือกลุ่มคนอันควรรับฟัง เช่นเดียวกับใครออกมากล่าวว่า “ขอเลิกบูชาตัวบุคคล” ก็ย่อมหมายถึงว่า ผู้นั้นกล่าวอ้างว่าหลุดพ้นจากกับดักกรอบคิดแห่งการบูชาตัวบุคคลเพื่อกลับไปสู่หลักอันถูกอันควรได้แก่การประเมินพิจารณาด้วยตรรกะอันควรจะเป็นว่าสิ่งใดหรือเรื่องใดก็ตาม จะดีหรือถูกต้องก็จะต้องเป็นไปเพราะเนื้อหาสาระของการนั้นสิ่งนั้นเอง ไม่ใช่ว่าใครเป็นผู้ที่พูดหรือกระทำ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีข้อที่พึงต้องระวังอยู่ประการหนึ่ง คือการออกมาแสดงตนหรือตักเตือนให้ “รู้เท่าทันลัทธิบูชาตัวบุคคล” หรือกล่าวว่าจะ “เลิกบูชาตัวบุคคล” นี้เอง ก็อาจจะลื่นไหลลงไปอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน
เพราะบางครั้งผู้ประกาศตนว่ารู้เท่าทันเหล่านี้ก็อาจอ้างใช้คำว่า “บูชาตัวบุคคล” เป็นเครื่องมือชี้นิ้วกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่ง และเป็นเหตุให้ตนไม่จำเป็นต้องรับฟังข้อโต้แย้งใดจากฝั่งนั้นอีก เมื่อผู้สนับสนุนบุคคลนั้นทักท้วงก็ปัดเสียว่าเป็นเพียงสาวกที่ออกมาปกป้องคนที่ตนบูชา หรือเมื่อบุคคลผู้ถูกบูชาออกมาอธิบาย วิพากษ์วิจารณ์ หรือตักเตือนด้วยตนเอง ก็ถือเสียว่าเป็นถ้อยคำจาก “ผู้ถูกตั้งไว้ในที่บูชา” ที่ไม่ควรให้ราคา โดยยังไม่ทันพิจารณาว่า ข้อความเหล่านั้นมีเหตุผลหรือข้อเท็จจริงรองรับเพียงใด
ในที่สุดก็เหมือนจากการอ้างว่าหนีจากหลุมเก่าแต่ยังคงอยู่ในหล่มเดิมแห่งความวิบัติทางตรรกะที่เรียกว่า Genetic fallacy คือการตัดสินความถูกผิดของข้อเสนอจากแหล่งที่มาแทนที่จะพิจารณาเนื้อหาสาระของข้อเสนอนั้น ซึ่งก็เป็นรูปแบบเดียวกับการบูชาตัวบุคคลอยู่ดี เพราะหากการบูชาตัวบุคคลคือการเชื่อไว้ก่อนเพราะเห็นว่าใครเป็นผู้พูด การปฏิเสธไว้ก่อนเพียงเพราะเห็นว่าเป็นคำพูดของคนผู้นั้นหรือผู้สนับสนุนของเขา ก็ยังคงใช้ตัวบุคคลเป็นเกณฑ์ตัดสินอยู่เช่นเดิม
การที่ใครคนหนึ่งคนใดถูกเชิดขึ้นเป็นที่บูชาไม่ควรทำให้ทุกสิ่งที่เขาพูดถูกต้องโดยไม่อาจโต้แย้ง ในทางกลับกันสิ่งนั้นก็ไม่ควรมองว่าสิ่งที่เขาได้พูดได้กล่าวนั้นผิดไปโดยอัตโนมัติเช่นกัน เช่นเดียวกับการที่ใครชื่นชมบุคคลและนำคำวิพากษ์ตักเตือนหรือข้อโต้แย้งจากบุคคลนั้นมาขยายต่อก็ไม่ได้หมายความว่าข้อโต้แย้งทั้งหมดเกิดจากความศรัทธาอย่างมืดบอดและปราศจากเหตุผลเสมอไป
เพราะสถานะของการเป็น “บุคคลที่ถูกบูชา” ก็ไม่ได้ผุดลอยขึ้นมาจากอากาศ ถ้าความนับถือไม่ได้เกิดจากการบังคับ การล่อลวงฉ้อฉล หรือการใช้อำนาจและการโฆษณาชวนเชื่อเข้าจัดตั้ง ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า บุคคลนั้นอาจเคยพูด เสนอความคิด หรือกระทำสิ่งที่มีคุณค่าจนเป็นที่ประจักษ์ ได้แสดงให้เห็นถึงความรู้ ความสามารถ หรือความเที่ยงตรงในการวินิจฉัยปัญหา จนสั่งสมความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนาน หรืออาจพิจารณาตามหลักการง่ายๆ คือ หากที่ผ่านมาเขาเคยพูดถูกหรือทำดีมาตลอด ก็เป็นไปได้ว่าครั้งนี้จะมีแนวโน้มที่สิ่งที่เขาพูดหรือทำก็น่าจะดีหรือถูกเช่นกัน
แม้ว่าความน่าเชื่อถือในอดีตไม่ใช่หลักประกันความถูกต้องตลอดไป และความสามารถในเรื่องหนึ่งก็ไม่ได้รับรองความเชี่ยวชาญในทุกเรื่อง แต่การระวังมิให้ความเชื่อถือกลายเป็นการบูชา ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นข้อโต้แย้งโดยอัตโนมัติได้
ดังนั้น เราจึงอาจต้อง “รู้ทัน” คนที่ประกาศตนว่า “รู้ทัน” ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อคำเตือนเรื่องการบูชาตัวบุคคลถูกยกขึ้นมาเป็นโล่ป้องกันตนเองจากคำ เพราะทันทีที่คำกล่าวหานี้ทำหน้าที่ปิดการถกเถียงเสียเอง ผู้กล่าวก็อาจกำลังละทิ้งหลักการพิจารณาเนื้อหาที่ตนเรียกร้องให้ผู้อื่นยึดถือ
ใครจะบูชาหรือนับถือใครจนกลายเป็นลัทธิก็ไม่แปลก แต่ถ้าใครจะบอกว่าคนที่ตนและพรรคพวกเคยนับถือ บัดนี้ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ควรมีเหตุผลด้วยว่า แล้วที่เขาพูดหรือวิจารณ์อันตัวเองไม่อยากฟังแล้วนั้น ตกลงแล้วมันผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องตรงไหน
ไม่ใช่เพียงกล่าวว่า “ฉันเลิกบูชาตัวบุคคลแล้ว” จากนั้นก็เอามือปิดหูวิ่งหนีไปโดยไม่ได้ตอบคำถาม ทั้งไม่ต้องนับว่าตัวเองก็อาจจะกำลังสร้าง “ลัทธิบูชาตัวบุคคล” สำหรับฝ่ายตนเองด้วยเช่นกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้รู้สึกสะกิดใจและในบางแง่ก็คล้ายกับเรื่องที่กล่าวมา คือปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ประท้วงในฝรั่งเศสในช่วงสัปดาห์ที่แล้วต่อเนื่อง ซึ่งในที่สุดก็แบ่งผู้คนออกเป็นสองฝั่งฝ่ายตามชื่อคอลัมน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือฝ่ายที่มองเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “เพลิงนรกของประชาธิปไตย” กับฝั่งที่มองเห็นเป็น “ดอกไม้แห่งความหวังของคนหนุ่มสาว”
ข้อโต้แย้งประการหนึ่งจากฝ่ายที่มองเห็นการประท้วงเป็น “ดอกไม้แห่งความหวัง” คือการชี้ว่า ผู้ที่เห็นการประท้วงนี้เป็น “เพลิงนรก” ก็เพราะมัวห่วงใยทรัพย์สิน อาคารเก่าแก่อันเป็นเพียงอิฐหินปูนทราย หรือความสงบเรียบร้อยของสังคม จนละเลยสิทธิเสรีภาพและความเดือดร้อนของผู้คนที่มีชีวิต ราวกับกำลังให้คุณค่าแก่สิ่งของหรือระเบียบอันเป็นนามธรรมเหนือชีวิตมนุษย์
แต่การตั้งคู่เปรียบเทียบเช่นนี้ก็อาจทำให้สิ่งสำคัญอีกด้านหนึ่งหายไป เพราะเบื้องหลังสิ่งที่เรียกว่า “ทรัพย์สิน” ก็มีชีวิตของผู้คนอยู่เช่นกัน
ร้านค้าที่เสียหายอาจเป็นความหวังความฝัน หรือเงินออมตลอดชีวิตของครอบครัวหนึ่ง สินค้าที่ถูกทำลายเพราะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมก็มีแง่มุมของศิลปะและความทุ่มเทพยายามที่คนกลุ่มหนึ่งได้บรรจงสรรค์สร้างขึ้น เช่นเดียวกับอาคารโบราณที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยปีแม้จะเป็นอิฐหินปูนทราย แต่ก็เป็นความทรงจำร่วมกันของคนในสังคม แม้แต่ “ความสงบเรียบร้อย” ซึ่งอาจฟังดูเป็นนามธรรม ก็มีความหมายอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับคนที่ต้องออกไปทำงาน เปิดร้าน ส่งลูกไปโรงเรียน หรือเดินทางไปรักษาตัว
ข้อต่อสู้นี้จึงเป็นการเปรียบเทียบโดยวิธีตัดทอนนับเฉพาะฝ่ายหนึ่งว่าเป็น “ผู้คนที่มีชีวิต” แล้วมองอีกฝ่ายว่าเป็นเพียงพวกห่วงหาแต่ “ทรัพย์สิน” หรือ “ความสงบเรียบร้อย” เพื่อละเลยชีวิตของคนอีกกลุ่มที่ได้รับผลไม่พึงประสงค์จากการต่อสู้อันน่าโรแมนติกของคนกลุ่มแรกไป โดยคนกลุ่มหลังอาจไม่ได้อยู่ในภาพการต่อสู้ที่เรากำลังชื่นชม แต่ไม่ได้หมายความว่าความเดือดร้อนของพวกเขามีน้ำหนักน้อยกว่า หรือว่าพวกเขาต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามกับข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง
อันที่จริง ทั้งสองเรื่องข้างต้น ทั้งเรื่อง “การเลิกบูชาตัวบุคคล” และการมองฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงว่าเป็นผู้อาลัยในอิฐหินปูนทรายไร้ชีวิตนั้น หากมองกันในภาพใหญ่ก็จะเห็นจุดร่วมของกับดักทั้งสองเรื่อง คือการลดทอนอีกฝ่ายให้เหลือเพียงภาพที่เราปฏิเสธได้ง่าย คือกลไกการโต้เถียงแบบ “สร้างหุ่นฟาง” (Straw man) อันเป็นวิธีใช้ตรรกะวิบัติที่ผู้โต้แย้งบิดหรือตัดทอนจุดยืนจริงของอีกฝ่ายให้เหลือเพียงจุดยืนที่โจมตีได้ง่าย เช่น เปลี่ยนคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่อยากฟังให้เป็นเพียงวารสารจากศาสดาของสาวกแห่งลัทธิบูชาตัวบุคคล หรือเปลี่ยนคนที่ห่วงผลกระทบต่อชีวิตผู้เสียหายให้กลายเป็นพวกใจหินที่อาลัยในอาคารบ้านเรือนหรือทรัพย์สินของนายทุนมากกว่ามนุษย์ และเมื่อลดทอนลงเหลือเพียงเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตอบเหตุผลของฝ่ายแรก และไม่จำเป็นต้องรับรู้ความเดือดร้อนของฝ่ายหลัง
ทั้งหมดนี้เป็นข้อพึงระวังสำหรับการเสพความเห็นในห้วงยามแห่งความวุ่นวายที่ทุกฝ่ายต่างชิงประโยชน์จากการเป็น “ผู้ชิงเล่าเรื่องก่อน” ในทุกวันนี้
เพราะเราจะประมาทอำนาจของเรื่องเล่าไม่ได้ ด้วยหอกดาบในมือยังต้องเงื้อถือค้างไว้ ถึงจะฟันฉับลงมาได้ แต่สำหรับเรื่องเล่าแล้ว หากมันเริ่มต้นทำงานเมื่อไหร่ ไม่ต้องเปลืองแรงเงื้อหอกดาบเลยแม้แต่น้อย
ในอดีตจึงมีคนพยายามที่จะครอบครองเรื่องเล่าเพื่อสร้างอาวุธอันทรงพลังนี้ และหนึ่งในผู้นั้นคือ “เตมูจิน” หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “เจงกิสข่าน”
ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ซึ่งขณะนี้จัดอยู่ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2569 นี้ มีหนังสือ “นวนิยาย” จากสำนักพิมพ์มติชนเล่มหนึ่งที่อยากชวนให้ลองหามาอ่านกัน ซึ่งนิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของการผจญภัยไปในความคิดของข่านเจ้าสมุทรผู้นั้น
“เตมูจิน มหานทีแห่งถ้อยคำ” นิยายอิงประวัติศาสตร์และศาสนาจาก “ภาณุ ตรัยเวช” นักเขียนมือรางวัลเจ้าของผลงานที่เป็นตำนานอย่าง “ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ที่ครั้งนี้มาชวนตั้งคำถามถึง “เรื่องเล่า” ที่ปลูกสร้างมาเป็นความเชื่อเก่าแก่ที่พยายามจะอธิบายว่าโลกและเรามาจากไหน และจากนี้จะไปไหนต่อ หรือที่เรียกให้สั้นลงด้วยคำเดียวได้ว่า “ศาสนา”
เมื่อคราวจักรวรรดิมองโกลเรืองอำนาจ แผ่อานุภาพเดชฤทธิ์ไปทั่วทุกทวีป กองทัพม้าอันเหี้ยมหาญของชนเผ่าเร่ร่อนได้พบเจออารยธรรม ภูมิปัญญาที่แตกต่าง เพื่อความเป็นใหญ่ในปฐพี เจ้าแห่งชนนอกด่าน เจงกิสข่านจึงให้ปราชญ์ประจำเผ่าเรียนรู้เรื่องราวของผู้คนจากดินแดนต่างๆ ทั่วโลก
ความชั่วร้ายมาจากไหน มนุษย์และสัตว์ต่างกันตรงไหน จักรวาลกำเนิดและดับสูญไปได้อย่างไร คนเราตายแล้วไปไหน อะไรคือความจริงและความเท็จ และหากฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกถูกสร้างโดยองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว อะไรคือเหตุผลที่พระองค์ทรงสร้าง “มนุษย์” ผู้กบฏและไม่เชื่อฟังมาตั้งแต่ปฐมกาล
พายเรือแห่งความคิดความเชื่อไปในมหานทีแห่งถ้อยคำเรื่องเล่าของนวนิยายเรื่องนี้ได้ ที่บูธสำนักพิมพ์มติชน J02 เข้าทาง Hall 6 แล้วตรงมาเห็นได้เลย

