พรรคฝ่ายค้านประกาศยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 18 คน
เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 151
วันที่รัฐบาลจะเปิดให้อภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น คาดว่าจะเป็นวันที่ 27-29 ต.ค. รวม 3 วันด้วยกัน
การลงมติ รัฐธรรมนูญมาตรา 151 ห้ามมิให้กระทำในวันเดียวกับที่การอภิปรายสิ้นสุดลง ดังนั้น การโหวตไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ จะมีขึ้นในวันต่อมา คือ 30 ต.ค.
สำหรับ 18 รัฐมนตรี ที่จะต้องขึ้นเขียงฝ่ายค้าน เป็นสีน้ำเงินล้วน มีทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเอง ระดับรองนายกฯ โดนเกือบหมด ยกเว้น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ
ระดับ “ว่าการ” ที่ร่วมชะตากรรมกับนายกฯและรองนายกฯ มี 5 คนด้วยกัน
รมต.สำนักนายกฯใน ครม.ชุดนี้มี 4 คน มาจากภูมิใจไทยทั้งหมด ปรากฏว่าโดนหมด
ระดับ “ช่วยว่าการ” โดน 3 คน มีบทบาทสูงทั้งในงานบริหารและงานพรรค
เป็นผลงานการส่องกล้องทำการบ้านของฝ่ายค้าน ก่อนจะหยิบมา 18 คน ก็จะต้องมารอดูเนื้อหาการอภิปรายว่าจะมีข้อมูลมาประกอบข้อกล่าวหา “ไม่ไว้วางใจ” กันอย่างไร
สำหรับจำนวนวันในการอภิปราย ที่สรุปออกมา 3 วัน จาก 27-29 ต.ค.นั้นฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย และได้เสนอขอใช้เวลา 5 วัน เพราะมีรัฐมนตรีต้องอภิปรายถึง 18 คน
แต่ทางรัฐบาลยืนยันว่ามีภารกิจเดินทางหลายทริป ก็เลยต้องหั่นวันเวลาลงมา
สำหรับเนื้อหาการอภิปราย ตามญัตติที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนฯ ฝ่ายค้านเขียนรวบยอดข้อหา
ระบุพฤติกรรมและพฤติการณ์ของ รมต.แต่ละคนแบบรวบๆ ยั่วให้สนใจหากตีแผ่รายละเอียดออกมา
ฝ่ายค้านทำงานแบบใช้ “เวิร์กช็อป” มีการฝึกซ้อมใช้ข้อมูล มีการค้นคว้า
ด้วยชื่อของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าล้อเล่นไม่ได้
พรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านมา 3 รอบ คือ 2562-2566 และ 2569 บทบาทในสภาทั้ง 3 ครั้ง ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนไม่น้อย มีฐานสมาชิก นำไปสู่ช่องทางในการรับข้อมูลจากภายนอก
ส่วนประชาธิปัตย์ เป็นพรรคเก่าแก่ มีฐานความนิยมอยู่ก่อนครั้งนี้เดินการเมืองแบบหวังผลระยะยาว ฟื้นฟูความนิยมจากแฟนเก่าใหม่ มีผลต่อเรื่องข้อมูลอีกเหมือนกัน
มองในฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะ 18 รมต.คงต้องทำงานหนัก เตรียมรับมือข้อมูล-ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน
ไหนยังต้องคอยเช็กเสียง เช็กคะแนนของตัวเอง เพราะต้องโหวตกัน 18 รอบ
ถ้าคะแนนเกาะกลุ่มยังพอโล่งใจได้ แต่ถ้าคะแนนหลุดกลุ่มอาจจะถูกขยายผลต่อไปอีก
หน่วยงานภาครัฐและราชการต่างๆ ตอนนี้เริ่มเคลียร์คิว เตรียมเข้าสภาเพื่อช่วย รมต.ตอบการอภิปราย
ระยะเวลา 3 วัน ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ถ้าสื่อสารอย่างกระชับ เน้นเนื้อหาสำคัญๆ ประชาชนจะเข้าใจได้ไม่ยาก
โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok, Facebook, youtube ก็ช่วยมาก ด้วยคลิปสั้นๆ อ่านง่ายเข้าใจเร็ว
สื่อสมัยใหม่เหล่านี้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ช่วยได้ทุกฝ่าย ถ้ามีเนื้อหาที่ดี และใช้เป็น
รอบนี้ “ตัวช่วย” ทางเทคโนโลยีมากขึ้นและล้ำสมัยมากขึ้น
ชัยชนะในการเมืองมีได้หลายแบบ แต่ดีที่สุดคือ ชัยชนะที่มาจากการทำงานอย่างจริงจังและเห็นผล

