สถานีคิดเลขที่ 12 | ฝรั่งเศสเดือด โดย นฤตย์ เสกธีระ

20.10.26 | 09:45 น.
ฝรั่งเศสเดือด

เหตุการณ์ประท้วงที่ฝรั่งเศสบานปลายกลายเป็นความรุนแรงไปทั่วประเทศ

กลุ่มผู้ชุมนุมลุกฮือกันเนื่องจากไม่พอใจรัฐบาลภายใต้การนำของนายมาครงที่บริหารประเทศแล้ว “ข้าวยากหมากแพง”


ก่อนหน้านี้ไม่นานกลุ่มนักเรียนไม่พอใจระบบการศึกษา และไม่พอใจสภาพการศึกษาของตัวเอง

ไม่พอใจอาคารเรียนที่ทรุดโทรม ไม่พอใจชั่วโมงเรียนที่ยาวนาน และเบื่อหน่ายต่อปัญหาขาดแคลนครู

นักเรียนเริ่มก่อเหตุประท้วง จากชุมนุมโดยสงบ เริ่มขยายผลเป็นความรุนแรง

Advertisement

กระทั่งเผาโรงเรียน และรถโดยสาร เจ้าหน้าที่ได้เข้าสลายการชุมนุม

การปะทะกันแต่ละครั้งปลุกให้นักเรียนทั่วประเทศลุกฮือขึ้นมาอีก

สดับฟังมาว่าสาเหตุที่ปัญหาทางการศึกษาเกิดขึ้นเป็นเพราะงบประมาณไม่เพียงพอ

หลังข่าวม็อบนักเรียนซาไป ฝรั่งเศสก็ปรากฏเหตุการณ์ม็อบใหญ่ฮือขึ้นมาทั่วประเทศ

สาเหตุที่ม็อบใหญ่ฮือขึ้นมาไล่ประธานาธิบดีมาครงเพราะไม่พอใจที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้

ปัญหาเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูง บริการสาธารณะตกต่ำลง และเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ได้กระตุ้นให้อารมณ์ชาวฝรั่งเศสปะทุ

ความเหลื่อมล้ำที่หนักขึ้นสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มคน จนรวมตัวเป็นมวลชนออกมาประท้วง

เหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสจะจบอย่างไรต้องคอยติดตาม แต่สาเหตุที่เกิดการประท้วงนี่น่าสนใจ

สาเหตุที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ประสบผลกระทั่งทำให้ผู้คนออกมาเผาเมืองมันอาจเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ในโลกนี้

ทั้งนี้ เพราะโลกใบนี้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจ

ประเทศมหาอำนาจ หรือประเทศเล็กๆ อย่างไทยก็ตกในชะตากรรมนี้

เพียงแต่ไทยไม่ได้มีปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว หากยังมีบาดแผลความเหลื่อมล้ำระหว่าง “เสียงส่วนใหญ่” กับ “เสียงส่วนน้อย” มาก่อน

เมื่อเสียงส่วนใหญ่เลือกพรรคก้าวไกล แต่สุดท้ายต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ทำให้ผู้คนสั่งสมความรู้สึก

เป็นความรู้สึกที่เหมือนถูกด้อยค่าทางการเมือง กลายเป็นปัญหาคาราคาซังจนถึงปัจจุบัน

แม้รัฐบาลปัจจุบันจะได้เสียงท่วมท้นจากการเลือกตั้ง แต่ยังถูกครหาถึงคะแนนเสียงที่ได้มา

แม้จะมีองค์กรอิสระออกมาตัดสินวินิจฉัย เพื่อเคลียร์เรื่องที่มาแล้ว แต่ก็ยังมีความไม่ไว้วางใจมาจนบัดนี้

ไม่ไว้วางใจว่าบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ที่ได้รับเสียงสนับสนุนแบบ “แลนด์สไลด์” จะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ

ไม่ไว้วางใจการแก้ไขกฎหมาย 4 กองทุน ซึ่งมีเงินจากภาษีบาปรวมๆ ประมาณหมื่นกว่าล้านบาท

หรือกรณีโครงการใหญ่ๆ อย่าง “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” ก็ถูกมองว่ามีการแบ่งเค้กกันในท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว

การแต่งตั้งโยกย้ายในตำแหน่งสำคัญก็เช่นกัน

มี “คนของเรา” กับ “คนของเขา” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินอย่างไม่สนใจใคร

สิ่งต่างๆ ประเดประดังกันเข้ามา กระตุ้นให้สังคมเลือกข้าง เอาตัวรอด ยอมละทิ้งหลักการ

สิ่งเหล่านี้กำลังท้าทายความรู้สึกของสังคมไทย ที่บอบช้ำจากความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

บอบช้ำจากความแตกแยก บอบช้ำจากโรคระบาดโควิด-19 บอกช้ำจากผลกระทบของสงคราม บอบช้ำจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

เศรษฐกิจตกต่ำยาวนานจนคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ส่งเสียงว่า ในยุคของเขายังไม่เคยเห็นเศรษฐกิจไทยรุ่งเรือง

ขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่ความแตกแยกยังอยู่ ความเหลื่อมล้ำมองเห็นเรื่อยๆ

สังคมเห็นการแย่งชิงผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีอำนาจ เห็นขบวนการทุจริตที่ไม่เกรงกลัวใคร เห็นความล้มเหลวของระบบที่ไม่สามารถจัดการกับความชั่วได้

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น กำลังท้าทายสังคม

ทำนองว่า “ข้ารู้ว่าผิด แต่ก็จะทำ แล้วจะทำไม”

การท้าทายเช่นนี้เกิดขึ้นให้เห็นมากขึ้นและมากขึ้น

วันนี้ได้เห็นอารมณ์ของชาวฝรั่งเศสที่ปล่อยความรุนแรงออกมา

ได้แต่หวังว่า อารมณ์เช่นนี้จะไม่ปะทุเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา