เหตุการณ์ประท้วงที่ฝรั่งเศสบานปลายกลายเป็นความรุนแรงไปทั่วประเทศ
กลุ่มผู้ชุมนุมลุกฮือกันเนื่องจากไม่พอใจรัฐบาลภายใต้การนำของนายมาครงที่บริหารประเทศแล้ว “ข้าวยากหมากแพง”
ก่อนหน้านี้ไม่นานกลุ่มนักเรียนไม่พอใจระบบการศึกษา และไม่พอใจสภาพการศึกษาของตัวเอง
ไม่พอใจอาคารเรียนที่ทรุดโทรม ไม่พอใจชั่วโมงเรียนที่ยาวนาน และเบื่อหน่ายต่อปัญหาขาดแคลนครู
นักเรียนเริ่มก่อเหตุประท้วง จากชุมนุมโดยสงบ เริ่มขยายผลเป็นความรุนแรง
กระทั่งเผาโรงเรียน และรถโดยสาร เจ้าหน้าที่ได้เข้าสลายการชุมนุม
การปะทะกันแต่ละครั้งปลุกให้นักเรียนทั่วประเทศลุกฮือขึ้นมาอีก
สดับฟังมาว่าสาเหตุที่ปัญหาทางการศึกษาเกิดขึ้นเป็นเพราะงบประมาณไม่เพียงพอ
หลังข่าวม็อบนักเรียนซาไป ฝรั่งเศสก็ปรากฏเหตุการณ์ม็อบใหญ่ฮือขึ้นมาทั่วประเทศ
สาเหตุที่ม็อบใหญ่ฮือขึ้นมาไล่ประธานาธิบดีมาครงเพราะไม่พอใจที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้
ปัญหาเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูง บริการสาธารณะตกต่ำลง และเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ได้กระตุ้นให้อารมณ์ชาวฝรั่งเศสปะทุ
ความเหลื่อมล้ำที่หนักขึ้นสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มคน จนรวมตัวเป็นมวลชนออกมาประท้วง
เหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสจะจบอย่างไรต้องคอยติดตาม แต่สาเหตุที่เกิดการประท้วงนี่น่าสนใจ
สาเหตุที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ประสบผลกระทั่งทำให้ผู้คนออกมาเผาเมืองมันอาจเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ในโลกนี้
ทั้งนี้ เพราะโลกใบนี้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจ
ประเทศมหาอำนาจ หรือประเทศเล็กๆ อย่างไทยก็ตกในชะตากรรมนี้
เพียงแต่ไทยไม่ได้มีปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว หากยังมีบาดแผลความเหลื่อมล้ำระหว่าง “เสียงส่วนใหญ่” กับ “เสียงส่วนน้อย” มาก่อน
เมื่อเสียงส่วนใหญ่เลือกพรรคก้าวไกล แต่สุดท้ายต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ทำให้ผู้คนสั่งสมความรู้สึก
เป็นความรู้สึกที่เหมือนถูกด้อยค่าทางการเมือง กลายเป็นปัญหาคาราคาซังจนถึงปัจจุบัน
แม้รัฐบาลปัจจุบันจะได้เสียงท่วมท้นจากการเลือกตั้ง แต่ยังถูกครหาถึงคะแนนเสียงที่ได้มา
แม้จะมีองค์กรอิสระออกมาตัดสินวินิจฉัย เพื่อเคลียร์เรื่องที่มาแล้ว แต่ก็ยังมีความไม่ไว้วางใจมาจนบัดนี้
ไม่ไว้วางใจว่าบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ที่ได้รับเสียงสนับสนุนแบบ “แลนด์สไลด์” จะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ
ไม่ไว้วางใจการแก้ไขกฎหมาย 4 กองทุน ซึ่งมีเงินจากภาษีบาปรวมๆ ประมาณหมื่นกว่าล้านบาท
หรือกรณีโครงการใหญ่ๆ อย่าง “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” ก็ถูกมองว่ามีการแบ่งเค้กกันในท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว
การแต่งตั้งโยกย้ายในตำแหน่งสำคัญก็เช่นกัน
มี “คนของเรา” กับ “คนของเขา” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินอย่างไม่สนใจใคร
สิ่งต่างๆ ประเดประดังกันเข้ามา กระตุ้นให้สังคมเลือกข้าง เอาตัวรอด ยอมละทิ้งหลักการ
สิ่งเหล่านี้กำลังท้าทายความรู้สึกของสังคมไทย ที่บอบช้ำจากความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
บอบช้ำจากความแตกแยก บอบช้ำจากโรคระบาดโควิด-19 บอกช้ำจากผลกระทบของสงคราม บอบช้ำจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำ
เศรษฐกิจตกต่ำยาวนานจนคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ส่งเสียงว่า ในยุคของเขายังไม่เคยเห็นเศรษฐกิจไทยรุ่งเรือง
ขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่ความแตกแยกยังอยู่ ความเหลื่อมล้ำมองเห็นเรื่อยๆ
สังคมเห็นการแย่งชิงผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีอำนาจ เห็นขบวนการทุจริตที่ไม่เกรงกลัวใคร เห็นความล้มเหลวของระบบที่ไม่สามารถจัดการกับความชั่วได้
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น กำลังท้าทายสังคม
ทำนองว่า “ข้ารู้ว่าผิด แต่ก็จะทำ แล้วจะทำไม”
การท้าทายเช่นนี้เกิดขึ้นให้เห็นมากขึ้นและมากขึ้น
วันนี้ได้เห็นอารมณ์ของชาวฝรั่งเศสที่ปล่อยความรุนแรงออกมา
ได้แต่หวังว่า อารมณ์เช่นนี้จะไม่ปะทุเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา

