‘แสนสิริ’ ชี้อสังหาฯ ภูเก็ตแข่งขันเดือด เร่งช้อนทำเลทอง ก่อนผังเมืองใหม่บังคับใช้
นายภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโต แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น แต่มองว่าดีมานด์ทั้งจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการลงทุนในภาคท่องเที่ยวและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ราคาที่ดินในภูเก็ตยังอยู่ในระดับสูง แต่เริ่มต่อรองราคาได้มากกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเจ้าของที่ดินบางส่วนทยอยนำที่ดินออกมาขาย ก่อนผังเมืองใหม่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งอาจกระทบสิทธิการพัฒนาโครงการ ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสเข้าซื้อที่ดินในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น
“ความท้าทายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตช่วงครึ่งปีหลัง ไม่ใช่เรื่องกำลังซื้อ แต่เป็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการต้องพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ลูกค้า ทั้งด้านทำเล ราคา คุณภาพสินค้า และบริการหลังการขาย พร้อมเชื่อมั่นว่าภูเก็ตยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก หากภาครัฐเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการลงทุน” นายภูมิชาย กล่าว

นายภูมิชาย กล่าวว่า ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยังคงยึดหลักการลงทุนตามความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ โดยประเมินกำลังซื้อและระดับราคาที่ผู้บริโภครับได้ก่อนตัดสินใจซื้อที่ดิน พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนตามแผนระยะยาว ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าพอร์ตโครงการในจังหวัดภูเก็ตจากเกือบ 40,000 ล้านบาท เป็น 80,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ผ่านการเปิดโครงการใหม่อีก 30 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านบาท และเพิ่มฐานลูกบ้านจากกว่า 10,000 ยูนิต เป็นราว 20,000 ยูนิตในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรก ของปี 2569 ว่า บริษัทมียอดขายประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2,300 ล้านบาท คาดว่ายอดขายทั้งปี 2569 มีโอกาสสูงที่จะเกินเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้เชื่อว่าทั้งยอดขายและยอดโอนทั้งปีมีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมาย ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดโอนทั้งปี 2569 ในจังหวัดภูเก็ตไว้ที่ 5,000 ล้านบาท
นายภูมิชาย กล่าวว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีการแข่งขันรุนแรงขึ้น แต่ยังไม่กังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด เพราะความต้องการซื้อยังมีต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญคือการบริหารพอร์ตโครงการให้สมดุลระหว่างลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงการกระจายสินค้าให้เหมาะกับแต่ละทำเล ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทในภูเก็ตเป็นคนไทยราว 70-75% และต่างชาติ 25-30% แต่คาดว่าในอีก 5 ปี สัดส่วนลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มเป็น 40-45% จากการเปิดโครงการใกล้ชายหาดมากขึ้น ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อมีความหลากหลาย ทั้งรัสเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และประเทศอื่นๆ

