ในฐานะที่ดูเรื่องเศรษฐกิจไทยมานานหลายปี ในความเห็นส่วนตัว เรื่อง Longevity Economy เป็นเรื่องที่เป็น “ไฟต์บังคับ” เพราะว่าประชากรของไทยเราแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้สูงอายุของประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก ถ้าเทียบกับต้นศตวรรษนี้จะเห็นว่าต้นศตวรรษ ปี 2000 (2543) ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 5.7 ล้านคน ตอนนี้ 14.5 ล้านคน แล้วอีก 15 ปีข้างหน้าจะขึ้นไปอยู่ประมาณ 20 ล้านคน ฉะนั้น สังคมผู้สูงอายุมาแล้วและมาเร็วมาก
ถ้าดูอายุมัธยฐาน (Median Age) ก็แก่ตัวลงไปเรื่อยๆ สังเกตว่าตอนต้นศตวรรษคนไทยมีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 30 ปี ตอนนี้กลายเป็น 41.2 ปีแล้ว และต่อไปจะเป็น 46.5 ปี ภายในเวลาประมาณ 15 ปีข้างหน้า ฉะนั้น เมื่ออายุมากขึ้น เราก็รู้ว่าร่างกายเริ่มไม่ค่อยดีเท่าไร คอเลสเตอรอลเริ่มขึ้น โรคภัยอาการต่างๆ เริ่มมากขึ้น ฉะนั้น เศรษฐกิจไทยและประชาชนคนไทยกำลังเข้าสู่ภาวะนี้ ซึ่งคำถามคือ เราจะรับมืออย่างไร ฉะนั้น เวลาที่เราบอกว่าจะดูเศรษฐกิจของไทยเราในมิติของการสร้าง Longevity Economy มันไม่ใช่แค่ทำให้เศรษฐกิจรอด แต่ทำให้ตัวเรารอดด้วย
นอกจากนี้ ตัวเลขจริงจากข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย พบว่าประชากรไทยเริ่มลดลงแล้ว และจากการคำนวณของตนเอง ปรากฏว่าประชากรไทยอาจลดลงเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ คือปี 2040 ประชากรอาจเหลือเพียง 64 ล้านคนเท่านั้น ฉะนั้น โดยรวมคนก็น้อยลง และอีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ สัดส่วนของคนวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ 1 คน จะเห็นว่าลดลงเรื่อยๆ จากต้นศตวรรษ ที่มีคนวัยทำงาน 7.07 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ตอนนี้เหลือประมาณ 3.5 คนต่อ 1 คน และหากคาดการณ์ไปถึงปี 2050 จะเหลือเพียง 1.8 คนเท่านั้น และตัวเลขนี้สะท้อนว่า ถ้าเราสามารถทำ Longevity Economy ให้เกิดขึ้นได้ ภาพทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไป และทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องพึ่งพาคนวัยทำงานมากอย่างที่ตัวเลขสะท้อน
ประเด็นสุดท้าย หากดูค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพ เช่น ค่าใช้จ่ายของบัตรทอง หรือหลักประกันสุขภาพ จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยประมาณ 6% ต่อปี ขณะที่จีดีพีโตเพียงประมาณ 3% รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของข้าราชการไทยก็ขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 5.5% ต่อปีเช่นกัน ฉะนั้น ตัวเลขทั้งหมดกำลังบอกว่า เราจำเป็นต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพื่อให้รองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นได้
เมื่อถามว่าพอเราโฟกัสไปที่ Longevity Economy แล้ว ถ้ามองจากโอกาสของประเทศไทย เรามองจากปัญหามาแล้ว แต่ถ้ามองจากโอกาสและปัจจัย เรามีโอกาสที่จะทำอะไรกับมันได้บ้าง ต้องย้อนว่า ปัญหาหลัก เดิมทีนั้นจะพึ่งพาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่เรียกว่า manufacturing หรือการผลิตหรืออุตสาหกรรมการผลิต จะเห็นว่าในช่วงก่อนหน้านี้ manufacturing ก็โตมากกว่าจีดีพีด้วยซ้ำ แต่ตอนหลังตั้งแต่ประเทศจีนก็เข้ามาร่วมกับองค์การการค้าโลก (WTO) แล้วก็เริ่มแข่งขันได้มากขึ้น มีศักยภาพด้านการทำสินค้ามากขึ้น ส่วนการขยายตัวของภาค manufacturing ของไทยโตแค่ 1.6% ก่อนโควิด แต่หลังจากโควิดไปแล้วยิ่งหนักกว่า เพราะภาคการผลิตของไทยแทบจะไม่โตเลย ถามว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมโตขึ้นไหม โตขึ้น แต่คือส่วนใหญ่เป็นการเอาชิ้นส่วนเข้ามาประกอบแล้วก็ขายต่อ แล้วจะเห็นต่อหลังว่าไทยก็ขาดดุลการค้าด้วยภาคอุตสาหกรรม แล้วก็ตอนนี้เป็นภาพรวมด้วย
ในขณะเดียวกันจะสังเกตเห็นว่าภาครัฐเองก็ต้องอุ้มเศรษฐกิจมากขึ้น จากข้อมูลจะเห็นว่าการขาดงบประมาณเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ นึกภาพช่วงปี 2563 (2020) จีดีพีโตเฉลี่ยแค่ไม่ถึง 1% แต่ภาครัฐต้องขาดดุลงบประมาณตั้ง 4.9% ของจีดีพี ถ้าตัดเอาปีโควิดออกไป ตัวเลขก็ยังเป็นว่า จีดีพีไทยโต 2% กว่าๆ แต่รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณ 4% กว่าๆ ก็ชดเชย มันเกินชดเชย จะโต 2 แต่ต้องกู้มา 4 ซึ่งมันเดินต่อไม่ได้ มันเดินต่อไม่ได้แล้ว และจะเห็นว่ารัฐเองก็เก็บภาษีได้น้อยลง สัดส่วนต่อจีดีพีลดลงไปด้วย คราวนี้พอเป็นอย่างนั้น สังเกตไหมว่าภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจีดีพีไหลลงไปเรื่อยๆ แต่ภาคที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือภาคบริการ เช่น Longevity Economy และ Medical Tourism พวกนี้เป็นภาคบริการทั้งนั้น
จากข้อมูลตัวเลขจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจัดทำบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว (Tourism Satellite Account) ตามมาตรฐานของสหประชาชาติ สะท้อนให้เห็นว่าภาคการท่องเที่ยวมีขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคาดคิด โดยเป็นการวัดมูลค่าการท่องเที่ยวต่อจีดีพี ทั้งทางตรงและทางอ้อม ก่อนเกิดโควิด ภาคการท่องเที่ยวของไทยขยายตัวจาก 11.45% ของจีดีพี ในปี 2553 (2010) ซึ่งเป็นช่วงเริ่มจัดทำตัวเลขมาอยู่ที่ 22.99% ถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าภาคการผลิตอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดโควิด ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบรุนแรง สัดส่วนลดลงเหลือเพียง 2.76% ของจีดีพี สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของภาคธุรกิจนี้ แต่ปัจจุบันได้ฟื้นกลับขึ้นมาอยู่ที่ 18.32% แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เราจะพัฒนาภาคนี้ต่อไปได้แค่ไหน เพราะขนาดของมันสามารถทดแทนภาคอุตสาหกรรมได้ในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะทิ้งภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคอุตสาหกรรมอาจไม่ใช่ตัวที่จะขับเคลื่อนให้จีดีพีเติบโต 3-4% ได้เหมือนเดิม ขณะที่ภาคท่องเที่ยว หากสามารถดึงกลับจาก 18% ให้ขึ้นไป 23% ได้อีกครั้ง ก็จะเป็นตัวนำการเติบโตของจีดีพีได้
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งมิติที่สำคัญคือ Wellness Economy ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียง Wellness Tourism เท่านั้น โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute ประเมินว่า Wellness Economy ทั่วโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 6.2% ต่อปี สูงกว่า จีดีพีโลกที่เติบโตประมาณ 2-3% สำหรับประเทศไทย Global Wellness Institute ประเมินว่า Wellness Economy มีมูลค่าประมาณ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 7.6% ของจีดีพีไทย แต่ไทยยังมีสัดส่วนใน Global Wellness Economy เพียง 0.6% เท่านั้น จึงสะท้อนว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ถ้าเราสามารถเกาะรถไฟขบวนนี้ขึ้นไปได้ ก็จะทำให้ Wellness Economy เติบโตขึ้น และเมื่อรวมกับภาคการท่องเที่ยว มีส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่ มองว่าสัดส่วนของ Wellness Economy และ Tourism ของไทยสามารถขยายขึ้นไปถึง 35-40% ได้ในอนาคต
ปัจจุบัน Wellness Economy ของไทยเท่ากับ 7.6% ของจีดีพียังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะ Wellness Economy ของไทยคิดเป็นเพียง 0.6% ของจีดีพีโลก และอาจขยายสัดส่วนรวมการท่องเที่ยวเป็น 35-40% ได้ในอนาคต หากไทยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาด Wellness Economy โลกได้ ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญ เพราะปัจจุบันไทยมีสัดส่วนในตลาดโลกเพียง 0.6% ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยมีสัดส่วนประมาณ 1% ของโลก ดังนั้น หากไทยสามารถพัฒนา Wellness Economy จนมีศักยภาพเทียบเท่าภาคอุตสาหกรรม ก็จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ซึ่งในด้านศักยภาพของไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Wellness ยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ได้แก่ ภูมิอากาศที่เหมาะสม สามารถท่องเที่ยวและอยู่อาศัยได้ตลอดทั้งปี เมื่อเทียบกับบางประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวจัดหรือร้อนจัด นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านความเป็นมิตรของผู้คน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ แต่เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสัมผัสได้ รวมถึงระดับการพัฒนาของประเทศที่ทำให้มีความสะดวกสบาย สินค้าและบริการต่างๆ เข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งไทยยังมีทรัพยากรด้านธรรมชาติ ทั้งทะเล อาหาร และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยว (Experience Economy) โดยเฉพาะอาหารไทยที่สามารถ
ต่อยอดไปสู่มิติด้านสุขภาพได้
พื้นฐานของไทยค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือเราจะยกระดับพื้นฐานเหล่านี้ขึ้นไปได้อย่างไร เช่น ทำให้อาหารไทยไม่ใช่แค่อร่อย แต่เป็นอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพ ทำให้การอยู่ในประเทศไทยเชื่อมโยงกับการมีสุขภาพดีและอายุยืนขึ้น นี่คือความท้าทายของ Wellness Economy
อีกประเด็นหนึ่ง ประเทศไทยเราต้องยอมรับสภาพว่าเราเองต้องทำให้สุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะผู้สูงอายุดีขึ้นกว่านี้อีกเยอะ อยากมองในมุมที่เป็นปัจจัยท้าทายของประเทศไทยด้วย จะเห็นว่าตอนนี้จำนวนคนเสียชีวิตมีมากกว่าจำนวนคนเกิด ทำให้ประชากรไทยลดลงจริงๆ โดยเรามีภาวะขาดดุลประชากรปีละหลายแสนคน และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิด
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยของคนไทยที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal ซึ่งใช้ข้อมูลระบบบัตรทองย้อนหลัง 5 ปีในช่วงก่อนโควิด พบว่าผู้ป่วยในระบบบัตรทองกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด 5% หรือกลุ่ม High Cost User ใช้งบบัตรทองถึง 50% หมายความว่า เมื่อเราแก่ตัวลง ในช่วงปลายของชีวิต เราใช้เงินด้านสุขภาพจำนวนมาก ตัวเลขนี้สะท้อนว่า 5% ที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูงนั้น ส่วนใหญ่คือ 1.คนอายุมาก 2.ผู้ชาย และ 3.คนที่มีหลายโรคในตัวเอง หรือมีโรคประจำตัวหลายโรค โดยคนกลุ่มอายุสูงเหล่านี้อายุเฉลี่ยอยู่ประมาณ 55-56 ปี และมากกว่าครึ่งมีอายุเกิน 60 ปี แสดงว่าค่าใช้จ่ายกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะทั้งอายุที่มากขึ้น และมีโรคร่วมหลายโรค ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทยว่า เราจะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีขึ้น เพราะถ้าผู้สูงอายุไม่ได้มีโรคจำนวนมาก ต้นทุนในการดูแลก็จะไม่สูงมาก เราต้องทำให้สุขภาพดีตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นประโยชน์กับคนไทยเองที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และอาจมีอายุยืนกว่าที่คิด เพราะถ้าดูตัวเลขอายุขัยหลังอายุ 60 ปี ผู้หญิงเมื่ออายุ 60 ปี จะมีอายุอยู่ต่อได้อีกประมาณ 23 ปี และหากอายุ 80 ปี ก็ยังอยู่ต่อได้อีกประมาณ 8.4 ปี
ดังนั้น ต้องทำให้ต้นทุนของการมีชีวิตอยู่ไม่สูงเกินไป ทั้งในมุมของประชาชนและภาพรวมเศรษฐกิจ และเมื่อดูภาพรวมเศรษฐกิจ จะเห็นว่าน่าเป็นห่วงเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ โดยดูจากตัวเลขผู้สมัครบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่าคนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป สมัครบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 7 ล้านคน จากผู้สูงอายุทั้งหมดประมาณ 14 ล้านคน
หมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งยอมรับว่าตัวเองมีฐานะยากจน สะท้อนว่าสุขภาพทางการเงินของผู้สูงอายุยังไม่ดี ดังนั้น การทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานหรือสร้างรายได้มากขึ้น จึงมีความสำคัญ เช่นเดียวกับการทำให้สุขภาพดี เพราะถ้าสุขภาพไม่ดี ก็ไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้น จึงมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือโอกาสของ Wellness Economy และอีกด้านคือความท้าทายที่ประเทศไทยต้องแก้ไข
ถ้าบอกว่าไทยจะเป็น Wellness Economy คนไทยต้องดูดีด้วย ต้องมองเห็นว่าคนไทยมีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่อ้วน เพราะถ้าภาพของคนในประเทศยังไม่สะท้อนเรื่องสุขภาพ ก็ยากที่จะสร้างภาพลักษณ์ได้ ในที่สุด เราต้องทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ว่าเป็นประเทศที่คนมาอยู่แล้วอายุยืน อยู่แล้วสุขภาพดี
อยากให้ภาพของประเทศไทยเป็นแบบนั้น เป็นประเทศที่คนมาอยู่แล้วมีสุขภาพดี อายุยืน ถ้าถามว่าทำอย่างไร คิดเร็วๆ ได้อย่างน้อย 4 ข้อ
1.เน้นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ในเชิงของการต่อยอดคุณภาพของชีวิตมากกว่า การส่งเสริมปริมาณการท่องเที่ยว
2.ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมทั้งความปลอดภัยจากการถูกเอาเปรียบ และถูกโกง นักท่องเที่ยวจะต้องพูดกันปากต่อปากว่า ประเทศไทยปลอดภัย
3.ปรับปรุงหน่วยงานของรัฐให้เป็น facilitator ให้กับภาคเอกชน ไม่ใช่เป็นแต่ regulator เช่นที่สำนักงานอาหารและยา และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อส่งเสริมเรื่องของสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย และการเป็นครัวของโลก 4.หากจะให้ประเทศไทยเป็น medical hub ก็จะต้องเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และเพิ่มการใช้ เทคโนโลยี รวมทั้งการรวมศูนย์ข้อมูลสุขภาพของประชาชน และต้องเก็บภาษีจากชาวต่างชาติ ที่มารักษาพยาบาลที่ประเทศไทยเพื่อให้เกิดความเสมอภาคสำหรับคนไทย อย่างน้อย 4 เรื่องนี้ หากทำได้ จะเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนและขยายธุรกิจด้านนี้ และนำไปสู่เป้าหมายที่พูดถึง คือทำให้ภาคท่องเที่ยว Medical Tourism และ Wellness Economy รวมกันมีสัดส่วนกว่า 30% ของจีดีพี และเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำภาคส่งออก อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ หรือ Data Center แต่สิ่งนี้คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ผมคิดว่ายั่งยืน และตอบโจทย์ประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว
เมื่อถามว่า เรื่อง Longevity ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Wellness Economy เพราะภายใต้ Wellness มีหลายส่วน ทั้ง Tourism, Nutrition, Fitness, Spa หากต้องการทำให้ประเทศไทยเป็น Wellness Economy ควรเน้นด้านไหนเป็นพิเศษ คิดว่าต้องมองกลับไปที่ตัวคนก่อนว่าคนเหล่านั้นต้องการอะไร ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าจะต้องการ Prevention หรือการป้องกัน ไม่ให้เกิดโรค เพราะเวลาคนแก่ขึ้น หากมีหลายโรคพร้อมกัน สุขภาพจะไม่ดี
ดังนั้น ต้องตอบโจทย์ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนมีสุขภาพดี ซึ่งคำตอบคือต้องมีอาหารที่ดี ต้องนอนหลับดี มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่เครียด และต้องออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้คือหัวใจของ Wellness ไม่ใช่มองแค่ว่าเราจะทำสปาได้ดีไหม หรือทำแพทย์แผนไทยได้ดีไหม แต่ต้องมองแบบองค์รวม (Holistic) ว่าจะทำให้คนป้องกันการแก่ตัวแบบไม่มีคุณภาพได้อย่างไร ต้องเริ่มจากตัวคนว่าเขาต้องการอะไร แล้วค่อยสร้างระบบ Wellness Economy จากตรงนั้น
ล่าสุด สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกบูธ แล้วก็ให้คนที่เข้ามาร่วมงานแปะดาวว่า อยากให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ปรากฏว่าเรื่องที่คนแปะมากที่สุด คือ สุขภาพและคุณภาพชีวิตมากที่สุด กับอีกเรื่องหนึ่งคือการศึกษา ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างจีดีพี หรือเรื่องอื่นๆ ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเท่าสองเรื่องนี้ ซึ่งตนคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะสะท้อนว่าเป็นเทรนด์สำคัญทั้งของคนไทยและคนทั่วโลกในเวลานี้ คือคนกำลังมุ่งไปสู่คำถามว่าเราจะทำอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วย หรือถ้าป่วยก็ให้ป่วยให้น้อยที่สุด เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นโจทย์ที่มาถูกทาง
ส่วนการที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควรจัดระเบียบหรือแบ่งบทบาทกันอย่างไร ระหว่างรัฐกับเอกชน คิดว่าโดยรวมแล้ว เอกชนต้องเป็นผู้นำเป็นหลัก แต่รัฐบาลต้องเข้ามาวางกรอบ รัฐบาลต้องกำหนดทิศทางว่า ประเทศไทยจะปรับจากการแข่งขันกับประเทศที่เก่งด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ไปสู่การพัฒนาภาคบริการที่มีมูลค่าสูงอย่างไร เพราะบริการในอนาคตมีทั้งส่วนที่เป็น High Touch และ High Tech High Touch คือบริการที่ต้องใช้มนุษย์ ใช้ประสบการณ์ ใช้ความใส่ใจ เช่น การดูแลสุขภาพ การบริการ Wellness การแพทย์แผนไทย ส่วน High Tech คือการใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบข้อมูลสุขภาพ นวัตกรรมทางการแพทย์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ รัฐบาลต้องสร้างสมดุลระหว่างสองด้านนี้
ตัวอย่างหนึ่งคือ ถ้าเรามีฐานข้อมูลสุขภาพของคนไทยที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเก็บข้อมูล การบริหารจัดการทรัพยากรด้านสุขภาพจะดีขึ้นมาก แต่ปัญหาคือแต่ละหน่วยงานยังไม่อยากแชร์ข้อมูล เพราะกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหล เราจึงต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
อีกด้านหนึ่งคือเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การทำ Genome ของคนไทย เพื่อดูว่าคนไทยมีลักษณะทางพันธุกรรมแบบไหน และสามารถพัฒนาการดูแลสุขภาพให้เหมาะกับคนไทยได้อย่างไร ขณะเดียวกัน เราก็ต้องพัฒนาด้าน High Touch ด้วย เช่น การส่งเสริมธุรกิจสปา การนวดแผนไทย หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้เยอะ แต่ต้องทำให้ดีและปลอดภัย อีกปัญหาที่สำคัญคือ ประเทศไทยจริงๆ แล้วไม่ได้ขาดเงินทุน แต่ขาดภาพอนาคตที่ชัดเจน ธนาคารมีเงิน มีสภาพคล่อง แต่ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เพราะยังไม่เห็นว่าธุรกิจ Wellness เหล่านี้จะเติบโตไปทางไหน ใครจะเข้ามาทำ แล้วจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร
พูดได้เลยว่าธนาคารไทยมีความสามารถที่จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะมีเงินทุนสำรองสูง แต่สิ่งที่ขาดคือ โอกาสและภาพที่ชัดเจนว่าอนาคตจะเดินไปอย่างไร และอีกประเด็นหนึ่งคือ หลายคนมองว่า Wellness เป็นเรื่องราคาแพง เข้าถึงยากสำหรับคนทั่วไป แต่อาจจะเห็นต่างเล็กน้อย เพราะจริงๆ แล้วการดูแลสุขภาพไม่ได้จำเป็นต้องมีต้นทุนสูง อย่างการเดินหรือวิ่ง แค่มีรองเท้าคู่หนึ่งก็สามารถเริ่มได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าฟิตเนสหรือใช้บริการราคาแพง จากประสบการณ์ เวลาเราชวนคนออกกำลังกาย หลายคนบอกว่าไม่มีเวลา เจ็บเข่า แต่ถ้าชวนไปกินอาหารกลับไปได้
ดังนั้น อาจต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น ลดการกินลงสักหนึ่งมื้อ ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น สุขภาพก็ดีขึ้น และต้นทุนก็ลดลงด้วย เพราะฉะนั้นการดูแลสุขภาพไม่ได้แพงเสมอไป แต่ต้องเริ่มจากการปรับวิถีชีวิตของเราเอง

