ชู ‘ลองจีวีตี้ อีโคโนมี’ เครื่องยนต์ศก.ใหม่ เวทีสัมมนา ‘นิวทัวริซึ่ม นิวอีโคโนมี่’ คึกคัก ศุภวุฒิชง 4 ข้อ ไทยฮับเวลเนส นิธีชี้ททท.ลุยเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ The Crystal Box อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 19 กรุงเทพฯ กองบรรณาธิการมติชน จัดงานสัมมนา EXCLUSIVE MEETING ’NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย‘ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้กำหนดนโยบาย เกี่ยวกับบทบาทของการท่องเที่ยวต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยพลิกอนาคตท่องเที่ยว มีตัวแทนจากภาคธุรกิจ ราชการ บริษัทเอกชน เอสเอ็มอี เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขึ้นเวทีเสวนาในหัวข้อ Longevity Economy โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสาธารณสุข แต่เป็นไฟต์บังคับของทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว วันนี้ภาคบริการกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การแพทย์ และธุรกิจด้านสุขภาพ เชื่อมโยงกับ Longevity Economy อย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจด้านสุขภาพของโลกอยู่ที่ประมาณ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 6.2% ต่อปี สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยมีมูลค่า Wellness Economy ราว 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.6% ของจีดีพี ประเมินว่า หากรวมภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจสุขภาพเข้าด้วยกัน ปัจจุบันมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 30% ของจีดีพี และในอนาคตสามารถเพิ่มเป็น 35-40% ได้ หากไทยสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบัน Wellness Economy ของไทยเท่ากับ 7.6% ของจีดีพี ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะ Wellness Economy ของไทย คิดเป็นเพียง 0.6% ของจีดีพีโลก อาจขยายสัดส่วนรวมการท่องเที่ยวเป็น 35-40% ได้ในอนาคต
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า การจะเป็น Wellness Economy ประชาชนคนไทย ต้องดูดี ไม่อ้วน สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง อายุยืน ทำให้เกิดความเชื่อว่า มาอยู่ประเทศไทยแล้วจะสุขภาพดีและอายุยืน แปลว่าต้องดูแลสุขภาพ (healthcare) ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วย (medical care) เสนอแนวทางสำคัญ 4 ประการเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็น Wellness & Longevity Hub อย่างแท้จริง 1.เน้นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวน่าประทับใจในเชิงของการต่อยอดคุณภาพของชีวิตมากกว่าการส่งเสริมปริมาณการท่องเที่ยว 2.ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมทั้งความปลอดภัยจากการถูกเอาเปรียบและถูกโกง นักท่องเที่ยวจะต้องพูดกันปากต่อปากว่าประเทศไทยปลอดภัย 3.ปรับปรุงหน่วยงานของรัฐให้เป็น facilitator ให้กับภาคเอกชน ไม่ใช่เป็นแต่ regulator เช่นที่สำนักงานอาหารและยาและกระทรวงเกษตรฯ เพื่อส่งเสริมเรื่องของสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย และการเป็นครัวของโลก เป็นต้น และ 4.หากจะให้ประเทศไทยเป็น เมดิคัล ฮับ ก็ต้องเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มการใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการรวมศูนย์ข้อมูลสุขภาพของประชาชน ต้องเก็บภาษีจากชาวต่างชาติมารักษาพยาบาลที่ประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเสมอภาคสำหรับคนไทย
นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยในช่วง Executive Talk ภายใต้หัวข้อ New Tourism ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตใหม่ว่า ททท.ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการดำเนินงานจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว (Quantity) มาเป็นการสร้าง Quality Volume หรือการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพมีกำลังซื้อสูง ตามนโยบายแวลู่ โอเวอร์ วอลลุ่ม มีเป้าหมายการใช้จ่าย เน้นการสร้างมูลค่าจากการใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น และการขยายระยะเวลาพำนัก (Long Stay) การกระจายรายได้ มุ่งเน้นให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวไหลลงสู่ชุมชนและผู้คนระดับรากหญ้ามากขึ้น ไม่ใช่เพียงกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างความยั่งยืนในการท่องเที่ยว ผ่านการลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติจากการท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism) เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
นายนิธี กล่าวว่า เศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ หรือตลาด Wellness Economy กลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยมูลค่ามหาศาลและความพร้อมของประเทศ Wellness Tourism & Medical Wellness ถือเป็นโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพของโลกและประเทศไทย เติบโตเร็วและมีมูลค่าสูง ปี 2567 เศรษฐกิจเวลเนสมีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 7.9% เทียบกับปี 2566 ไทยมีส่วนแบ่งตลาด 42.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ คาดการณ์ว่าปี 2572 จะโตได้กว่า 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ททท.ขับเคลื่อนคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ททท.จะผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนไทยแลนด์ เวลเนส วัลเลย์ ต่อเนื่องจาก เวลเนส เดสทิเนชัน เพราะมีหลายจังหวัดมีความพร้อมขึ้นมาเป็นเมืองแห่งเวลเนส ทั้งเรื่องบุคลากร สถานประกอบการ และองค์ประกอบอื่นสามารถเอื้อให้คนเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้นได้ ถือเป็นโอกาส เป็นบลูโอเชียนใหม่ของประเทศไทย
นายนิธี กล่าวว่า ททท.กำหนดยุทธศาสตร์ 5 ปัจจัยจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changers) ของอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.Life Economy การดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นสินค้าใหม่ที่ตลาดโลกต้องการ 2.Subculture Economy เจาะกลุ่มความสนใจเฉพาะทาง อาทิ กลุ่มคนชอบออกกำลังกายหรือเต้นตามสวนสาธารณะ สามารถขยายผลจากกลุ่มเล็กสู่กระแสหลักได้ 3.Night Economy การสร้างมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวในเวลากลางคืน อาทิ การทำงานร่วมกับกระทรวงมัฒนธรรมช่วงถัดไป อาจมีการหารือกันเพื่อปรับเวลาเปิดแหล่งโบราณสถาน หรือพิพิธภัณฑ์ถึงช่วงค่ำ จากเดิมปิด 17.00 น. อาจเปิดถึง 21.00 น. สร้างประสบการณ์ใหม่ในการท่องเที่ยว และช่วงเวลากลางคืนก็เป็นช่วงอากาศดีมากกว่าตอนกลางวัน 4.Circular Economy การปรับมุมมองสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 5.Platform Economy การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายนิธี กล่าวว่า ปี 2569 ยังคงเดินหน้าตามแคมเปญ Healing is the New Luxury ต่อเนื่องจากปี 2568 และไปต่อในปี 2570 ถือว่าเป็นจังหวะดี เพราะปัจจุบันผู้คนเผชิญกับความเครียดและภาวะหมดไฟ หรือเบิร์นเอาต์ ททท.กำหนดนิยามของความลักชัวรี ความหรูหราใหม่ว่าไม่ใช่เพียงสิ่งของราคาแพง แต่คือการได้รับการเยียวยา ส่งมอบผ่าน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.Retreat บริการสปา นวดแผนไทย และบริการทางการแพทย์ 2.Ritual การสร้างที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผ่านความเชื่อ พุทธศาสนา และการฝึกสมาธิ 3.Revival วิถีชีวิต ทั้งการกิน การช้อป ทำให้รู้สึกกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง 4.Rhythm กิจกรรมสนุกสนาน งานเทศกาล ประเพณีท้องถิ่นช่วยปลดปล่อยพลังงาน และ 5.Relation การสร้างความผูกพันและมิตรภาพกับคนท้องถิ่น จุดแข็งของประเทศไทยลอกเลียนแบบไม่ได้ ถือเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันในระดับสากลจากปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านบริการ อัธยาศัยไมตรีและรอยยิ้มของคนไทย ถือเป็นจุดขายประเทศอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ จากการเป็นหน่วยงานด้านทำตลาด จะมุ่งใช้เวลเนส อีโคโนมี เป็นแกนหลักในการทำตลาดโลกผ่านสำนักงาน 29 แห่งทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคการท่องเที่ยวใหม่อย่างเต็มตัว

