วันแม่ สะพัด 1.1 หมื่นล้านสูงสุดรอบ 7 ปี ไม่เน้นให้ของแต่พาเที่ยว พร้อมกางวิกฤตคนรุ่นใหม่เมินมีลูก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีม.หอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่ประจำปี 2569 คาดว่าจะมีเงินสะพัด 11,139 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 7 ปี แต่เมื่อเทียบกับปี 2568 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.7% โดยหากไม่มีสถานการณ์สงครามสหรัฐและอิหร่านที่ทำให้น้ำมันแพง เชื่อว่าการขยายตัวของการใช้จ่ายในช่วงวันแม่จะดีกว่านี้ ทำให้การใช้จ่ายช่วงวันแม่สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่โดดเด่น ประชาชนยังใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง แต่ทุกคนต้องการมีวันครอบครัว พาแม่ไปเที่ยวหรือใช้ชีวิตกับครอบครัว ความคึกคักจึงจะใกล้เคียงกับปี 2568 แต่วันแม่ปีนี้ไม่ได้ตรงกับวันหยุด หากเป็นวันหยุดต่อเนื่อง การใช้จ่ายอาจดีกว่านี้
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายวันแม่ ประชาชนส่วนใหญ่ 40.9% บอกว่าจะไม่ซื้อของขวัญวันแม่ 20.7% ซื้อทางออนไลน์ 20% ซื้อทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ และ18.4% ซื้อร้านค้าออฟไลน์ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อ อันดับหนึ่งคือ โปรโมชั่น รองลงมาคือ คุณภาพของสินค้าราคาถูก และความน่าเชื่อถือ ของขวัญยอดนิยมที่ซื้อให้แม่มากที่สุด คือ พวงมาลัยและดอกไม้ ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย วิตามินยารักษาโรค เครื่องนุ่มห่มรองเท้า สลากกินแบ่งรัฐบาล เงินสด หรือทองคำ ส่วนแผนทำกิจกรรมวันแม่ คนส่วนใหญ่ 52.1% วางแผนพาแม่ไปกินข้าว ใช้เงินเฉลี่ย 2,374 เพิ่มขึ้น 0.5% รองลงมา 36.6% พาแม่ไปทำบุญ ใช้เงินเฉลี่ย1,315 บาท เพิ่มขึ้น 1.9% และอีก 33.1% พาไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ใช้เงิน 1,669 เพิ่มขึ้น 1.6% และ 17.5% อยู่บ้าน ใช้เงิน 294บาท ลดลง 1.3%
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนงบประมาณในการใช้จ่ายวันแม่ปีนี้เทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่ 54.3% ตอบว่าไม่เปลี่ยนแปลง 23% บอกว่าเพิ่มขึ้น และ 22.7% บอกว่าลดลง เหตุผลที่ใช้จ่ายลดลงเพราะค่าครองชีพแพงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ต้องการประหยัด รายได้ลดลง และหนี้สินตึงตัว โดยได้มีการสอบถามถึงสถานะทางการเงินในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่ 53.3% ตอบว่า เหมือนเดิม 16.8% ตอบว่าดีขึ้น 13.6% ดีขึ้นมาก 13.4% มองว่าแย่ลง และ2.9% แย่ลงมาก โดยพบว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังมีเงินเพียงพอกับค่าใช้จ่ายวันแม่แต่ไม่มีเหลือเก็บ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการสำรวจปัญหาประชากรพบว่า เจนซี ไม่ต้องการมีบุตร 26.5% และเจนวาย 53.2% รวมถึงยังไม่แน่ใจหรืออยู่ระหว่างตัดสินใจ เจนซี 45.6% เจนวาย 26.8% โดยเงื่อนไขหรือแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนใจมีบุตร ต้องมีความมั่นคงทางอาชีพและรายได้มากขึ้น 25.4% ได้รับเงินอุดหนุน/เงินสนับสนุนบุตรจากภาครัฐ 23.4% ได้รับการสนับสนุนจากคู่สมรสหรือครอบครัวมากขึ้น 16.5% มีมาตรการลดหย่อนภาษีเกี่ยวกับบุตร 13.4% มีสวัสดิการเลี้ยงดูบุตรหรือสถานรับเลี้ยงเด็กที่เข้าถึงได้ง่ายและราคาไม่แพง 12.6% มีนโยบายลาคลอดหรือลาเลี้ยงดูบุตรที่ยืดหยุ่นขึ้น 8.7% ที่สำคัญคือ ไม่เคยมีประเทศใดสำเร็จในการจูงใจให้มีลูกผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งที่ม.หอการค้ากังวลคือ จำนวนประชากร ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนประชากรติดลบ อัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต ทำให้ประชากรจะหายไปปีละ 4 แสนคน หมายความว่าในระยะยาวประชากรไทยจะมีจำนวนน้อยลง จากปัจจุบันมีอยู่ 67 ล้านคน อาจเหลือ 50 ล้านคนในช่วง 20 ปีข้างหน้า ในเชิงนโยบายชี้ให้เห็นว่า ประเทศต่างๆ เข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งไทยจะใกล้เข้าสู่ซูเปอร์สังคมสูงวัยแล้ว คือการที่มีประชากรมากกว่า 20% มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โชคดีที่มีเอไอเข้ามา ทำให้อาจชดเชยกำลังแรงงานที่หายไปได้ แต่ในช่วง 20 ปีข้างหน้า แรงงานไม่ตก น่าจะมีอยู่ประมาณ 38 ล้านคนโดยประมาณ เท่ากับกำลังซื้อของคนไทยในประเทศ และแรงงานที่หาเงินเข้าประเทศยังคงเส้นคงวา ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ได้น่ากังวล
“แต่ในอนาคตเราจะมีอัตราการพึ่งพิงสูงจากการที่มีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 30% ของจำนวนประชากร สิ่งที่ต้องทำคือ ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเกินกว่า 3% หรือไปถึง 5% ตามเป้าหมายของเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ต้องทำ เพราะหากประเทศไทยมีรายได้สูงขึ้นจะสามารถดูแลประชากรที่สูงอายุได้ดีขึ้น รวมถึงต้องเปิดให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานมากขึ้นทั้งแรงงานฝีมือ หรือไม่มีฝีมือก็ตาม” นายธนวรรธน์ กล่าว


