คมนาคม ปักทดสอบระบบ EMV ธ.ค.69 ก่อนเปิดตั๋วร่วม 17-45 บาท 1 ม.ค.70
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่กระทรวงคมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน โดยกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตรา 17-45 บาท ซึ่งจากนี้จะต้องเร่งดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงคมนาคม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกรอบกฎหมายและสามารถเดินหน้าตามนโยบายได้
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ.2568 รวม 10 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างกฎกระทรวง 1 ฉบับ ร่างประกาศกระทรวงคมนาคม 6 ฉบับ ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม 2 ฉบับ และร่างประกาศสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร 1 ฉบับ เพื่อนำไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป เพื่อวางหลักเกณฑ์ มาตรฐาน และกลไกการกำกับดูแลระบบตั๋วร่วมให้มีความชัดเจนและเป็นระบบ
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการตามมาตรา 31 เร่งหารือกับผู้รับสัมปทานในประเด็นโครงสร้างค่าโดยสาร การจัดสรรรายได้ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบสามารถรองรับมาตรการค่าโดยสารร่วมได้ภายใต้กรอบกฎหมายและสัญญาที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ทั้งนี้ คณะกรรมการต้องเจรจารายละเอียดกับผู้รับสัมปทานแต่ละราย โดยเฉพาะกรณีการเดินทางข้ามแพลตฟอร์มว่าจะมีวิธีชำระค่าโดยสารอย่างไร หากค่าโดยสารไม่เกิน 45 บาท รัฐจะไม่ต้องชดเชย แต่หากเกิน 45 บาท ต้องพิจารณาว่ารัฐจะชดเชยอย่างไรและในจำนวนเท่าใด โดยจะต้องคำนึงถึงจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายค่าโดยสารที่ลดลง

นายสิริพงศ์กล่าวว่า สำหรับระบบจัดการตั๋วร่วมและระบบบริหารจัดการค่าโดยสารกลาง (Clearing House) ที่ประชุมมอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เร่งดำเนินการจัดทำประกาศกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ การอนุญาตประกอบกิจการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) พร้อมหารือกระทรวงการคลังเกี่ยวกับรูปแบบ และแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมให้เป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยจะดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ.2568 กฎหมายลำดับรอง และกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบบริหารจัดการรายได้มีมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ซึ่งกระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 จากนั้นจะเริ่มทดสอบระบบ EMV ในเดือนธันวาคม 2569 และเปิดใช้มาตรการตั๋วร่วมในวันที่ 1 มกราคม 2570 ทั้งนี้ การพิจารณาคัดเลือกหน่วยงานจะต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นคาดว่า ธนาคารกรุงไทยถือว่ามีความพร้อม เนื่องจากมีประสบการณ์บริหารจัดการระบบ EMV ให้กับหน่วยงานด้านระบบขนส่งหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกหน่วยงานต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของสิทธิประโยชน์ตามมาตรการค่าโดยสาร 17-45 บาท จะจำกัดเฉพาะประชาชนสัญชาติไทย โดยใช้บัตร EMV ที่สามารถยืนยันตัวตนได้ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทาง และไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำซ้อน สำหรับผลต่อจำนวนผู้โดยสาร จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าจำนวนผู้โดยสารอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% แต่ต้องแยกให้ได้ว่าจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นเป็นการเติบโตตามปกติของระบบขนส่ง หรือเป็นผลจากนโยบายลดค่าโดยสาร เพื่อกำหนดสัดส่วนการชดเชยที่เหมาะสม
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ทั้งนี้ การใช้งบประมาณเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี หรือน้อยกว่าตัวเลขที่เคยประเมินไว้ โดยมองว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งระบบ
นายสิริพงศ์กล่าวว่า สำหรับเส้นทางเดินรถของกรุงเทพมหานคร (เช่น สายสีเขียวและสีทอง) อยู่ระหว่างหารือร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการเตรียมแผนติดตั้งหัวอ่านระบบ EMV ให้ครอบคลุมทุกช่องทางเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารจำนวนมากในช่วงเริ่มต้น

