หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการ เป...

นักวิชาการ เปิดวิเคราะห์  คว่ำบาตรอิหร่านต่อราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ

26.08.26 | 09:30 น.

นักวิชาการ เปิดวิเคราะห์  คว่ำบาตรอิหร่านต่อราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ 


วันที่ 26 สิงหาคม รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยบทวิเคราะห์ เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
International Economics and Trade Policy Analysis Series และประเมิน “ปฏิบัติการขับไล่อิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจ : ความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันโลกและเศรษฐกิจไทย ดังนี้

 1.Economic D-Day: ได้ผลจริงหรือ?
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดตัว “ปฏิบัติการโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจ หรือ Operation Economic Outcast” พร้อมเผยแพร่เอกสารของทำเนียบขาวชื่อ Operation Economic Outcast: Total Isolation of the Iranian Regime โดยมีเป้าหมายตัดช่องทางรายได้ เครือข่ายทางการเงิน และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนรัฐบาลอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ทั่วโลก สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เรียกวันเปิดปฏิบัติการดังกล่าวว่า “Economic D-Day” เพื่อสื่อถึงการเปิดฉากคว่ำบาตรทางการเงินครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน

ในวันเดียวกัน สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (Office of Foreign Assets Control: OFAC) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออก ข้อกำหนดรายสาขา (sectoral determination) ภายใต้ “คำสั่งฝ่ายบริหารหมายเลข 13902 (Executive Order 13902)” ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิหร่าน 5 สาขา ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการเดินเรือ อยู่ในขอบเขตที่ถูกคว่ำบาตร โดยข้อกำหนดดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569

Advertisement

ปฏิบัติการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการคว่ำบาตรบุคคลและหน่วยงานภายในอิหร่าน แต่ขยายไปยังบุคคล บริษัท ธนาคาร เรือ และเครือข่ายในประเทศที่สาม ซึ่งดำเนินธุรกิจในสาขาที่กำหนด หรือช่วยอิหร่านจัดหาเงินทุน เทคโนโลยี ขนส่งน้ำมัน ฟอกเงิน และหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

วัตถุประสงค์ของ Operation Economic Outcast คือการสร้างแรงกดดันให้อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก พร้อมทั้งตัดรายได้และเครือข่ายสนับสนุนที่รัฐบาลอิหร่านนำไปใช้กับโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ กิจกรรมทางทหาร และการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม มาตรการภายใต้ปฏิบัติการดังกล่าวจะสามารถกดดันจนทำให้เศรษฐกิจอิหร่านล่มสลาย หรือบีบบังคับให้รัฐบาลอิหร่านยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายได้จริงหรือไม่ เนื่องจากนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรในปี 1979 อิหร่านยังคงสามารถประคับประคองประเทศและรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ได้ แม้เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินอ่อนตัว รายได้จากน้ำมันลดลง และมาตรฐานการครองชีพของประชาชนตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ดังนั้น “มาตรการคว่ำบาตรอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การล่มสลายของเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยอัตโนมัติ”

2. การโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจ : เหล้าเก่าในขวดใหม่          
ตลอดระยะเวลาเกือบ 47 ปี นับตั้งแต่วิกฤตตัวประกันในเดือนพฤศจิกายน 1979 ที่กลุ่มนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเตหะรานและจับนักการทูตกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เป็นตัวประกัน จนถึงปี 2026 สหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

มาตรการที่ใช้ก่อนหน้านี้ครอบคลุมการอายัดทรัพย์สินของรัฐบาลอิหร่าน การห้ามนำเข้าและส่งออก การห้ามบุคคลและบริษัทอเมริกันทำธุรกรรมกับอิหร่าน ตลอดจนการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี ธนาคารและระบบการเงิน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังใช้มาตรการสกัดกั้นโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ รวมถึงลงโทษรัฐบาล หน่วยงาน บุคคล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC และกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านให้การสนับสนุน

ส่วน Operation Economic Outcast ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2026 จะพบว่า เครื่องมือและฐานกฎหมายส่วนใหญ่ไม่ใช่มาตรการที่สหรัฐฯ สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำโครงสร้างมาตรการคว่ำบาตรที่มีอยู่เดิม โดยต้องการกดกันและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงาน และบังคับใช้อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น

โดยกำหนดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิหร่านอีก 5 สาขา ได้แก่ “สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการเดินเรือ” โดยเฉพาะการยกระดับ สินทรัพย์ดิจิทัล ให้เป็นสาขาเป้าหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อสกัดการใช้คริปโทเคอร์เรนซี ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และกระเป๋าเงินดิจิทัลในการรับโอนเงินและหลบเลี่ยงระบบธนาคารระหว่างประเทศ

การกำกับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เพราะสหรัฐฯ เคยดำเนินมาตรการต่อกระเป๋าเงินดิจิทัลและผู้ให้บริการที่ช่วยอิหร่านหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรมาก่อนแล้ว ความแตกต่างในปี 2026 คือการกำหนดให้สินทรัพย์ดิจิทัลของเศรษฐกิจอิหร่านทั้งสาขา อยู่ภายใต้อำนาจการคว่ำบาตรอย่างชัดเจน ทำให้สหรัฐฯ สามารถดำเนินมาตรการต่อผู้ประกอบการและผู้สนับสนุนอิหร่านในประเทศต่าง ๆ ได้กว้างขึ้น

ดังนั้น ความใหม่ของ Operation Economic Outcast จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างเครื่องมือคว่ำบาตรชุดใหม่ทั้งหมด แต่อยู่ที่การนำมาตรการเดิมมาบังคับใช้พร้อมกันอย่างเป็นระบบ ขยายความเสี่ยงของมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ และใช้แนวทางการรั่วไหลเป็นศูนย์ (zero-leakage) เพื่อปิดช่องทางหลบเลี่ยงผ่านบริษัทบังหน้า เครือข่ายชำระเงิน สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ สายการบิน และกองเรือเงา

3.เศรษฐกิจอิหร่าน 2026 : ทรุดหนักจากสงคราม
เศรษฐกิจอิหร่านช่วงหลายปีที่ผ่านมา อยู่ในสถานะที่ไม่ดี เมื่อเกิดสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจอิหร่านให้หนักกว่าเดิม จากรายงานของ IMF “World Economic Outlook, April 2026” พบว่าอัตราขยายตัวเศรษฐกิจของอิหร่านในปี 2026 เท่ากับ -5.4% จากเดิมในปี 2025 มีอัตราขยายตัวที่ -2.7% และเมื่อเทียบกับปี 2020 ที่มีอัตราขยายตัวเศรษฐกิจ 4.4% ในขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวและค่าเงินเรียลอ่อนค่าไป 4,661% จาก 42,173 เรียลต่อดอลล่าร์ เป็น 2 ล้านเรียลต่อดอลล่าร์

ตัวแปรเศรษฐกิจอิหร่านภายใต้สงครามกับสหรัฐฯ 2020-2026
ขนาดเศรษฐกิจ (พันล้านเหรียญ) 280 300
อัตราขยายตัว GDP (%) 4.4 -5.4
เงินเฟ้อ (%) 30.5 87.9
ค่าเงินเรียล (IRR) ต่อดอลล่าร์ 42,173 2,000,000
หนี้สาธารณะ (% GDP) 48.3 37.3
รายได้ต่อหัว (เหรียญ/คน/ปี) 3,202 3,410 – 4,250

4. ราคาน้ำมันโลกเสี่ยงกลับขึ้นแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ผลของมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ ภายใต้ Operation Economic Outcast ต่อราคาน้ำมันโลกจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญสองประการ ได้แก่ “ประสิทธิผลในการสกัดกั้นการซื้อน้ำมันอิหร่านของจีน และระดับการจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”

หากจีนยังคงนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านผ่านช่องทางเดิมหรือเครือข่ายหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะอยู่ในระดับจำกัด แต่หากมาตรการสหรัฐฯ ทำให้จีนและประเทศคู่ค้าลดการซื้อน้ำมันอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับอิหร่านตอบโต้ด้วยการจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะตึงตัวและมีค่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น

กรณีรุนแรงที่สุด หากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักเกือบทั้งหมดเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์มีโอกาสสูงกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ระดับราคาที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการปิดช่องแคบ การระบายน้ำมันสำรอง การเพิ่มกำลังผลิตของประเทศผู้ผลิตอื่น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย

ฉากทัศน์ราคาน้ำมันโลกภายใต้ Operation Economic Outcast
ฉากทัศน์ รายละเอียด ราคาน้ำมันตลาดโลก (เหรียญ/บาร์เรล)
1. ผลกระทบจำกัด จีนยังซื้อน้ำมันอิหร่านตามปกติ 85–95
2. อิหร่านตอบโต้ เรือผ่านฮอร์มุซลดลง จีนซื้อน้ำมันลดลง 100–110
3.วิกฤตรุนแรง อิหร่านปิดฮอร์มุซทั้งหมด มากกว่า 110
4. กดดันดุลการค้า เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และ GDP ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2569

การดำเนินมาตรการ Operation Economic Outcast ของสหรัฐฯ อาจทำให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจนราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มจากประมาณ 70 เป็น 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 57.1% และทรงตัวตลอดช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงผ่านสามช่องทางสำคัญ ได้แก่ ดุลการค้า เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิต และส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2569

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ตัวแปรเศรษฐกิจ ผลกระทบ

ขาดดุลการค้าเพิ่ม 31% ไทยนำเข้าพลังงานปีละ 1.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7% ของ GDP หากราคาน้ำมันเพิ่มเป็น 95-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวตลอดช่วง 4 เดือนที่เหลือ มูลค่าการนำเข้าพลังงานเพิ่ม 122,000 ล้านบาท “ทำให้การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 31%” (จากปี 2025 ซึ่งไทยขาดดุลการค้า 11,847 ล้านดอลลาร์)

เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.4-1% เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 “เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3.2–3.8%” จากราคาน้ำมันขายปลีก ค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร และราคาสินค้าอื่นที่เพิ่มขึ้น (ธปท.คาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 เฉลี่ยไว้ที่ 2.8%)

ต้นทุนการผลิตเพิ่ม 1-8% ต้นทุนรวมของธุรกิจไทย “เพิ่ม 1–8%” โดยภาคประมงและขนส่งได้รับผลกระทบมากที่สุด มีต้นทุนเพิ่มประมาณ 5–8% ส่วนธุรกิจอื่นมีต้นทุนเพิ่มประมาณ 1–3% และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการประมาณ 0.2–1.6%