หน้าแรก เศรษฐกิจ ขสมก. กางแผนร...

ขสมก. กางแผนรับรถเมล์ EV 1.5 พันคัน เร่ง 3 อู่นำร่องติดตั้งสถานีชาร์จ

1.09.26 | 19:44 น.

ขสมก. เปิดความคืบหน้า เปลี่ยนรถเมล์ร้อนเป็น EV 1,520 คัน ปักหมุดรับรถเมล์ EV ครบภายใน มี.ค.70

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (Electric Vehicle : EV) จำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงิน 14,905 ล้านบาท ขณะนี้โครงการเข้าสู่ขั้นตอนการประกอบรถโดยสารแล้ว โดยบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาของ ขสมก. ได้มอบหมายให้บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เป็นผู้ดำเนินการประกอบรถโดยสารทั้งหมด


นายกิตติกานต์ กล่าวว่า ในวันนี้ ( 1 ก.ย.69) ขสมก.และบริษัทนครชัยแอร์ ในฐานะคู่สัญญาจัดหารถโดยสารจำนวน 1,520 คัน ได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงงานผลิต เพื่อดูความคืบหน้ากระบวนการผลิต ตั้งแต่การนำเข้าชิ้นส่วน การทำสี การประกอบตัวถัง และขั้นตอนต่างๆ โดยข้อมูลจากทางโรงงาน ระบุว่า ทางโรงงาน มีศักยภาพกำลังการผลิตรถโดยสารได้ประมาณ 15 คันต่อวัน ซึ่งเกินมาตรฐานที่ ขสมก.กำหนดเป้าหมายให้มีการผลิตไม่น้อยกว่า 12 คันต่อวัน ปัจจุบันชิ้นส่วนประกอบรถโดยสารหลักมี 6 เฟรม ได้แก่ ด้านหน้า ด้านท้าย ด้านซ้าย ด้านขวา ด้านบน และด้านล่าง โดยมีชิ้นส่วนรถโดยสารจำนวน 40 คันที่ขนส่งจากท่าเรือมายังโรงงาน และคาดว่าจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการประกอบตัวชิ้นส่วนรถตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

นายกิตติกานต์ กล่าวว่า สำหรับรถต้นแบบ 2 คันที่นำมาแสดงนั้น จะใช้สำหรับทดสอบการประกอบและทดลองวิ่ง เพื่อทดสอบระบบ ความปลอดภัย และความเหมาะสมกับสภาพการใช้งานในประเทศไทย รวมทั้งให้พนักงานขับรถของ ขสมก.ทดลองขับและทำความคุ้นเคยกับรถก่อนนำรถจริงมาให้บริการประชาชน

Advertisement

นายกิตติกานต์ กล่าวว่า กล่าวว่า ตามแผนการส่งมอบรถโดยสาร เอกชนจะต้องส่งมอบรถลอตแรกจำนวน 500 คัน ภายในเดือน มี.ค. 2570 ลอตที่ 2 จำนวน 500 คัน ภายในเดือน เม.ย. 2570 และลอตสุดท้ายจำนวน 520 คัน ภายในสิ้นเดือน พ.ค. 2570 หลังรับมอบรถแต่ละลอต ขสมก.จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานขับรถฝึกความคุ้นเคยกับรถ เส้นทาง และระบบความปลอดภัย ก่อนนำรถออกให้บริการประชาชน โดยสัญญาเช่ารถระยะเวลา 7 ปี จะเริ่มนับตั้งแต่การส่งมอบรถลอตแรกในเดือน มี.ค. 2570 และ สำหรับรถโดยสารใหม่จำนวน 1,520 คัน จะนำมาทดแทนรถโดยสารธรรมดาสีครีม-แดง หรือรถร้อนเดิมทั้งหมด โดยเบื้องต้นจะจัดสรรให้บริการในประมาณ 50 เส้นทาง จากปัจจุบันที่ ขสมก.มีรถร้อนในบัญชี 1,520 คัน และนำออกให้บริการประมาณ 1,400 คัน

นายกิตติกานต์ กล่าวว่า การเปลี่ยนรถโดยสารเก่าเป็นรถ EV จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของ ขสมก. โดยประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารใหม่ทั้งหมดจะช่วยประหยัดต้นทุนได้รวมประมาณ 4,100 ล้านบาทต่อปี สำหรับจำนวนผู้โดยสาร ปัจจุบันมีผู้โดยสารในวันธรรมดาประมาณ 550,000-650,000 คนต่อวัน ส่วนวันหยุดประมาณ 300,000-400,000 คนต่อวัน และมีแนวโน้มว่าประชาชนจะกลับมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น หลังมีการพัฒนาระบบข้อมูลและการเดินรถ รวมถึงการปรับเส้นทางให้เชื่อมต่อกับสถานที่สำคัญต่างๆ ได้สะดวกขึ้น

นายกิตติกานต์ กล่าวว่า สำหรับ อัตราค่าโดยสาร เมื่อรถโดยสารใหม่เข้ามาทดแทน รถครีม-แดงจะทยอยออกจากเส้นทางตามจำนวนรถใหม่ที่รับมอบ เช่น รับรถใหม่ 500 คัน จะนำรถครีม-แดงออกจากเส้นทางประมาณ 500 คัน ขณะที่ปัจจุบันรถครีม-แดงคิดค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสาย ส่วนรถโดยสารปรับอากาศจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งอัตราค่าโดยสารอยู่ที่ประมาณ 15-25 บาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระค่าเดินทางเพิ่มขึ้น

นายกิตติกานต์ กล่าวว่า สำหรับการจัดหารถ EV ระยะที่ 2 ขสมก.ได้ขอรับงบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท เพื่อจัดหารถอีก 800 คัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยหากได้รับการอนุมัติงบประมาณแล้ว จะสามารถเดินหน้ากระบวนการจัดหาได้ และคาดว่าจะได้รับรถใหม่ประมาณปี 2571

นายกิตติกานต์ กล่าวว่า ขณะที่ความคืบหน้าการปรับปรุงอู่รถโดยสาร 12 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อรองรับการติดตั้งสถานีชาร์จรถ EV ขสมก.อยู่ระหว่างเตรียมพื้นที่สำหรับติดตั้งสถานีชาร์จในอู่รถโดยสารทั้ง 12 แห่ง โดยระยะแรกจะนำร่อง 3 พื้นที่ ได้แก่ อู่เชียงราก อู่เคหะสมุทรปราการ และบริเวณสถานีคลองบางไผ่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ประมาณสิ้นเดือนตุลาคม 2569 ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 9 แห่ง มีวงเงินรวมประมาณ 400 ล้านบาท จะต้องเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการบริหารกิจการ ขสมก. (บอร์ด ขสมก.) ตามขั้นตอน