เปิดฉาก GCNT EXPO 2026 ผนึก 3 พลังรัฐ–UN–เอกชน พลิกวิกฤตโลกช็อก เปลี่ยนผ่านไทยสู่ยั่งยืน
GCNT Expo 2026 – เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 2 กันยายน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อว. เป็นประธานเปิดงาน GCNT Expo 2026 โดย สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ภายใต้แนวคิด “จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” (From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World) เปิดพื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ สหประชาชาติ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ ร่วมหาคำตอบโจทย์ใหญ่ “เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม ประเทศไทยจะเปลี่ยนอย่างไร?” ระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ
โดยมี นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และรองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นางสาวมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ตลอดจนผู้แทนบริษัทชั้นนำของไทย นักธุรกิจ นักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมงานคับคั่ง


นายศุภชัย กล่าวว่า เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ GCNT Expo 2026 ปีนี้ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนานของการประชุม 2026 IMF World Bank Group Annual Meetings ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้ แนวคิดของทั้งสองการประชุมเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
“จากวันนี้เราเหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปี ก่อนถึงพฤศจิกายน 2030 ที่ต้องบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals หรือ SDGs ทั้ง 17 ข้อ แต่โลกกลับกำลังกระเทือนกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคนในรูปว่าความไม่เท่าเทียมหรือ inequality อาทิ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร กลายเป็นราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกหมู่บ้าน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นความแห้งแล้งที่ลดทอนรายได้ของเกษตรกร เป็นน้ำป่าที่ทำลายชุมชนในพริบตา อาชญากรออนไลน์และการค้ามนุษย์ ทำให้หลายคนเสียเงินทั้งชีวิต ทำให้หลายคนถูกกักขัง ถูกบังคับให้หลอกลวงผู้อื่น AI อาจสร้างโอกาสใหม่แต่ก็อาจขยายช่องว่างระหว่างผู้ใช้ AI เป็นกับผู้ที่ใช้ไม่เป็น
กฎกติกาด้านความยั่งยืนใหม่ๆ อาจยกระดับมาตรฐานโลก แต่ก็อาจผลักดัน SME และคู่ค้ารายเล็กออกจากตลาดเพราะแข่งขันไม่ไหว เศรษฐกิจสีเขียวอาจสร้างงานสร้างอุตสาหกรรมแบบใหม่ แต่ก็อาจทิ้งแรงงานจากอุตสาหกรรมแบบเดิมไว้ข้างหลัง สิ่งสำคัญคือเราจะสร้างศักยภาพความมั่นคงและโอกาสของคนให้เติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ของเทคโนโลยีและของความเสี่ยงที่ตามมาได้อย่างไร”

ขณะเดียวกัน จากรายงานบทบาทของภาคธุรกิจไทยในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดทำโดย GCNT, United Nations Global Compact และภาคีเครือข่าย พบว่า สมาชิกมีการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกับ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ ที่ปรากฎในการปฏิบัติงานของทุกองค์กร แต่โจทย์สำคัญของภาคธุรกิจในระยะต่อไป คือการทำงานเชิงบูรณการนำทุกข้อของ SDGs
“ก้าวต่อไปของภาคธุรกิจ ต้องเปลี่ยนจากการลงมือทำ ไปสู่ผลกระทบที่วัดผลได้จริง” นายศุภชัย กล่าว “เมื่อสิ้นสุดงาน GCNT Expo 2026 ครั้งนี้ ทุกท่านจะกลับไปพร้อม ‘หนึ่งเรื่องที่จะเริ่มทำ หนึ่งความร่วมมือที่จะเริ่มสร้าง หนึ่งผลลัพธ์ที่จะเริ่มวัดผล และหนึ่งประสบการณ์ที่จะเริ่มแลกเปลี่ยนกันในปีหน้า’ ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ผมเชื่อว่าประเทศไทยไม่เพียงสามารถรับมือกับแรงกระแทกที่ปั่นป่วนของโลกปัจจุบัน แต่สามารถเปลี่ยนแรงกระแทกนั้นเป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนจาก Shock to Shift เปลี่ยนเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มแข็ง ความเท่าเทียม ความยั่งยืนแก่ลูกหลานของเราสืบไป” นายศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย
ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทางรอดประเทศไทย ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน” ว่า ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือการทำ Backcasting ถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมาก เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตนอยู่จ.น่าน ไปช่วยเรื่องภัยพิบัติ เราใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน แต่คนน่านเขาถามว่า “ปีหน้าเขาต้องทำยังไงดี” เรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้ กลับมาเราเห็นข่าวน้ำท่วมต่อที่ภาคกลาง ต่อมาตนไปที่สงขลา วาระประชุมใหญ่ของเราคือการป้องกันภัยพิบัติ เรากำลังสูญเสียงบประมาณจำนวนมากไปในเรื่องนี้ แล้วเราจะทำยังไงให้โลกของเราไม่ต้องถามถึงคำถามนี้อีก จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน
ประกอบกับเมื่อดูเรื่อง SDGs ทุกหมุดหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ สิ่งมีชีวิต ความยากจน พื้นฐานจริงๆ คือ “ธรรมชาติ” ประเทศไทยแม้ไม่ได้ใหญ่มากนักแต่เราเป็นประเทศที่มีธรรมชาติ มี Biodiversity ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมสามารถทำ Circular Economy ได้ อย่างตนเพิ่งไปที่เชียงรายมา ทำเรื่องเกี่ยวกับ “เลิกเผา เป๋าตุง” Circular Economy ของเราคือการที่เขานำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรต่างๆ ที่เขาต้องเผาแปลงยังไงให้เงินเยอะขึ้นโรงงานแปรรูป ซึ่งถ้าขยายผลเรื่องนี้ขึ้นมาได้จะทำให้ Biodiversity ของแต่ละจุดในไทยกลับมาเท่าเดิม เราเรียกว่า Nature Positive ต่อยอดจาก Net Zero ขึ้นมา เพราะว่าบางจุดของประเทศไทยไม่สามารถที่จะรับได้หากเราไม่มีธรรมชาติอยู่ เราจึงต้องรักษาเรื่อง Biodiversity เอาไว้ และตนจะใช้เรื่องนี้เป็น Agenda ในงาน IMF ด้วย
“เราไม่สามารถบอกให้คนทำ Nature Positive ในขณะที่เขาไม่มีข้าวกิน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบด้านและต้องทำโดยเร็วในบางที่ จึงไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่อย่างเดียวแต่เป็นเรื่องที่ทำให้เด็กคนนึงเติบโตมาแล้วเขารู้ว่าอะไรคือหน้าที่พลเมืองที่ดีของเขา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องกำไร แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่มองว่า เราจะทำอะไรให้โลกใบนี้ได้บ้างเพื่อให้ลูกหลานของเราสามารถที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว


นางสาวมิเกลล่า กล่าวว่า ประเทศไทยจัดงาน GCNT Expo 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกอย่างทรงพลังถึงความร่วมมือที่มีต่อ SDGs วิกฤตความตื่นตระหนกของโลกในปัจจุบันไม่ได้เพียงแต่ท้าทายเศรษฐกิจโลกเท่านั้น ยังทดสอบความไว้วางใจในสถาบันของรัฐอีกด้วย การปรับเปลี่ยน (Shift) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความเป็นผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือ หลอมรวมกันภายใต้ทิศทางเดียวกัน
ดิฉันจึงขอเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญ 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.เปลี่ยนจากความมุ่งมั่นสู่ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (From Ambition to Accountability) 2.เปลี่ยนจากการให้คำมั่นสัญญาทางการเงินสู่การนำเงินทุนไปปฏิบัติจริง (From Committed Capital to Capital at Work) ด้วยในระดับโลก เราพบว่ายังมีช่องว่างของเงินทุนสำหรับ SDGs อยู่ที่ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอุดช่องว่างนี้ได้ โลกและไทยต้องการภาคเอกชน เช่นเดียวกับที่โลกต้องการประเทศไทย ซึ่งเครือข่าย UNGC ในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
3.เปลี่ยนจากบริษัทชั้นนำสู่ระบบนิเวศชั้นนำ (Leading Companies สู่ Leading Ecosystems) จากการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยจะแข็งแกร่งที่สุด เมื่อความก้าวหน้าของบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแรงงาน ธุรกิจ และชุมชนรอบข้าง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) คิดเป็นสัดส่วนมหาศาลของธุรกิจไทยและฝังรากลึกอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน หลายแห่งต้องการที่จะปรับตัวให้ยั่งยืนมากขึ้น แต่พวกเขาขาดแคลนเงินทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ นี่คือโอกาสสำหรับองค์กรที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจในการเข้าไปเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ที่กระหายการพัฒนา

นางสาว Sanda Ojiambo , Assistant Secretary-General and CEO, UN Global Compact กล่าวว่า ในขณะที่วิกฤตการณ์ระดับโลกยังคงทวีคูณ โลกของเรายังคงห่างไกลจาก “เส้นทางสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (SDGs) โดยมีเพียงร้อยละ 36 ของเป้าหมาย SDGs เท่านั้นที่กำลังดำเนินไปตามแผนหรือมีความก้าวหน้าในระดับปานกลาง และอีกร้อยละ 15 กำลังอยู่ในภาวะถดถอย ดังที่ นายอังตอนียู กูแตรึช (António Guterres)เลขาธิการสหประชาชาติ ย้ำเตือนไว้ว่า ภารกิจของเราคือ “การเร่งขับเคลื่อนความก้าวหน้าของการพัฒนาที่ยั่งยืน” ให้เกิดขึ้นในวงกว้างและรวดเร็วขึ้น
ตลอด 3 วัน ในงาน GCNT Expo 2026 ทุกท่านจะมีโอกาสร่วมกันปรับทิศทางของนโยบาย และเขียนบรรทัดฐานใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย ความก้าวหน้าที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการลงมือทำในทุกมิติ ตั้งแต่การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ความมั่นคงด้านพลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ที่มีจริยธรรม (Ethical AI) การพัฒนาทุนมนุษย์ เมื่อภาคธุรกิจร่วมมือกันข้ามภาคส่วน เราจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ รับประกันค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ (Living Wages) และสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่ครอบคลุมอย่างแท้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ผู้สนใจเข้าร่วมงาน ลงทะเบียนฟรี ติดตามรายละเอียดการลงทะเบียนในทุกช่องทางของ GCNT และ GCNT Expo Website https://expo.globalcompact-th.com/






