เอกนิติเบรกดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งระงับการส่งเสริมการลงทุน นายกฯเซ็นตั้ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมบอร์ด
เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และในฐานะประธานกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เปิดเผยกรณีการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ว่า แม้กระแสข่าวส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ มาเป็นอันดับ 1 แต่ในข้อเท็จกลุ่ม AI และ Smart Electronics มาเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะเทคโนโลยีตัวรับส่งสัญญาณแสงความเร็วสูง เป็นโครงสร้างสำคัญในการทำงานเบื้องหลังของโซเชียลมีเดีย และฐานผลิตใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกตั้งอยู่ในประเทศไทย
“นับตั้งแต่เข้ามานั่งในบอร์ด Data Center ได้มีการสั่งระงับการส่งเสริมการลงทุนไปก่อน เพื่อพิจารณาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมและคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดควบคู่ เพราะโลกเปลี่ยนค่อนข้างเร็ว และไทยจำเป็นต้องมีการเลือกเทคโนโลยีใหม่ที่ดีที่สุด และค่อยต่อยอดเพิ่มเติมให้เป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีใหม่ที่สมบูรณ์ และยังทำให้เกิดการจ้างแรงงานทักษะสูง” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมดั้งเดิม และพลังงานฟอสซิลเพียงอย่างเดียวแต่ยังให้ความสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงลงไปสู่ผู้ประกอบการในประเทศ และแรงงาน เพื่อไม่ให้ไทยกลายเป็นผู้แพ้ในยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่ ซึ่งได้ดำเนินการผ่านโครงการมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Thailand Skill Bridge) เชื่อมเข้ากับสถาบันการศึกษา ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะทำให้คนไทยก้าวไปอยู่ในจุดที่สูงขึ้น และมีรายได้ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 725/2569 แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ.2569 กำหนดให้มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้ไม่เกิน 3 คน
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้แก่ 1.นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 3.นายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมาการแต่งตั้งดังกล่าวได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งเข้าร่วมประชุม 2 คนคือ นายสุพจน์และนายธีร ส่วนนายโชติติดภารกิจ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งดังกล่าว ทั้งนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ
หลังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ทำให้บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์มีกรรมการรวม 21 คน ประกอบด้วยรองประธานกรรมการ 3 คน ได้แก่ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานคนที่ 1 รมว.มหาดไทย เป็นรองประธานคนที่ 2และ รมว.พลังงาน เป็นรองประธานคนที่ 3
นอกจากนี้ มีกรรมการโดยตำแหน่ง 14 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการบีโอไอ เลขาธิการ กกพ. เลขาธิการ กสทช. เลขาธิการ สทนช. ผู้อำนวยการ สนพ. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการ สศช. หรือสภาพัฒน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ
สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ได้แก่ เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบปฏิบัติของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งศึกษา วิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลกระทบจากการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อ ครม. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและปฏิบัติงานอื่นตามที่ ครม.หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ทั้งนี้ กรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยตามระเบียบดังกล่าว ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม การใช้พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผังเมือง ความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะอัคคีภัยการป้องกันและเยียวยาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ
หากหน่วยงานรัฐพบปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติ ครม. ให้รายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อแก้ไข ขณะที่เมื่อ ครม.เห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามและรายงานผลต่อคณะกรรมการทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยมีความต่อเนื่องและตรวจสอบได้



