สอท.ชง รบ.เร่งดันเมดอินไทยแลนด์ ชู 3 อุตฯเด่น จัดซื้อจัดจ้างรัฐใช้สินค้าใน ปท. วาง 4 เกณฑ์สิทธิประโยชน์
เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลักดัน Made in Thailand (MiT) เพื่อเพิ่มมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ ว่า ผลจากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งล่าสุดวันที่ 13 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบหลักการข้อเสนอกลไกการดำเนินการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมเศรษฐกิจผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐส่งเสริมการใช้สินค้าผลิตในประเทศ มุ่งเน้นผลักดันผลิตภัณฑ์มีศักยภาพใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจมีมูลค่าสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมระบบราง และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เพื่อตอบรับนโยบายดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงประกาศความพร้อมให้การรับรองสินค้า Made in Thailand (MiT) แก่ผู้ประกอบการใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ล้วนเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ มีโอกาสภาครัฐจะเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างได้อีกมหาศาล
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากเหตุการณ์ชายแดนที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสนับสนุนภาครัฐ ดังนั้นการส่งเสริมใช้สินค้าจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศผลิตภายในประเทศ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคง ลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธและยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ มีความพร้อมซ่อมบำรุง ผลิตอะไหล่ หรือพัฒนาอาวุธได้เองเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต อุตสาหกรรมนี้มีงบประมาณด้านการเสริมสร้างกำลังกองทัพปี 2569 มูลค่า 34,076 ล้านบาท นำเข้าปี 2568 ประมาณ 83,518 ล้านบาท ปัจจุบันรัฐจัดซื้อจากผู้ประกอบการภายในประเทศเพียง 2%เท่านั้น จึงเป็นโอกาสใหญ่ของผู้ผลิตไทย 2.อุตสาหกรรมระบบราง การใช้หัวรถจักรและขบวนรถไฟประกอบภายในประเทศ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายบำรุงรักษารถไฟตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี ป้องกันการถูกผูกขาดเงื่อนไขและราคาชิ้นส่วนจากต่างชาติ กระทรวงคมนาคมมีแผนจัดซื้อระบบรางช่วงปี 2567-2577 (รวมหัวรถจักร ตู้โดยสาร และตู้สินค้า) มูลค่ารวมสูงถึง 203,860 ล้านบาท และ 3.อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านสาธารณสุข ลดพึ่งพานำเข้า ทำให้ประเทศจัดหาอุปกรณ์จำเป็นได้ต่อเนื่องเมื่อเกิดสภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เช่น การระบาด COVID-19 เมื่อปี 2562-2565 ปี 2568 นำเข้าสูงถึง 95,185 ล้านบาท ขณะที่มีฐานงบประมาณรองรับจากการเบิกจ่ายของ 3 กองทุนหลักประกันสุขภาพของภาครัฐรวมกว่า 35,000 – 42,000 ล้านบาทต่อปี ระหว่างปี 2565-2569
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า ปัจจุบันภาครัฐถือเป็นผู้ซื้อหลักทั้ง 3 อุตสาหกรรม หากภาครัฐปรับเปลี่ยนนโยบายจากการนำเข้าสินค้า มาเป็นการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าผลิตภายในประเทศ จะช่วยลดการใช้เงินตราต่างประเทศ ส่งเสริมการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ และขยายศักยภาพผู้ประกอบการไทยไปสู่ตลาดส่งออกได้อย่างยั่งยืน สินค้าผ่านการรับรอง Made in Thailand (MiT) จะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นแต้มต่อทางราคา 5% ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ สำหรับการพิจารณาออกใบรับรอง MiT ของส.อ.ท.นั้น กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 4 สูตร เพื่อให้รองรับรูปแบบการผลิตหลากหลาย ได้แก่ สูตรที่ 1 (ต้นทุนในประเทศ) ใช้วัตถุดิบ ค่าแรง และค่าผลิตในประเทศ ตั้งแต่ 40% ขึ้นไปของราคาสินค้า สูตรที่ 2 (วัตถุดิบนำเข้า) มีสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่เกิน 60% ของราคาสินค้า สูตรที่ 3 (เปลี่ยนพิกัดสินค้า) กรณีไม่ผ่านเกณฑ์สูตร 1 และ 2 นำเข้าวัตถุดิบมาผ่าน กระบวนการผลิตในไทย จนได้สินค้าสำเร็จรูปมีเลขพิกัดศุลกากรเปลี่ยนไปจากวัตถุดิบเดิม และสูตรที่ 4 (กระบวนการผลิต) วัตถุดิบนำเข้ามีพิกัดศุลกากรตรงกับสินค้าสำเร็จรูป ไม่ผ่านสูตร 3 แต่กระบวนการผลิตหรือแปรรูปที่มีกระบวนการซับซ้อน ต้องใช้ทักษะความชำนาญภายในประเทศ ผู้ประกอบการมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ สามารถติดต่อส.อ.ท.เพื่อขอยื่นรับการรับรอง MiT ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

