เขื่อนเจ้าพระยา ปรับการระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาทีแล้ว กรมชลแจง ‘เขื่อนป่าสัก’ จำเป็นต้องระบายออก อย่างมีแผน หลังหน่วงน้ำเต็มที่แล้ว
เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำเจ้าพระยา ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,416 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มลดลง
ขณะที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,500 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน +17.77 ม.รทก. แนวโน้มเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ฝนตกหนักบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาและในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาขณะนี้ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

สำหรับ “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” กรมชลประทานระบุว่า หน่วงน้ำเต็มที่แล้ว และขณะนี้มีความจำเป็นต้องระบายน้ำ แต่การระบายครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยน้ำออกมาโดยไม่มีแผน หรือจะทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงทันที เพราะทุกปริมาณการระบายมีการวางแผน ประเมินสถานการณ์ ติดตามอย่างใกล้ชิด
ขณะที่เย็นวานนี้ (1 ต.ค.) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัย และติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ระบุว่า จุดสำคัญของการประชุมอยู่ที่การเร่งระบายน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนก่อนระบายลงสู่อ่าวไทย ล่าสุดระบบชลประทานฝั่งตะวันออกสามารถระบายน้ำได้แล้วรวม 57.61 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังคงเร่งระบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดน้ำที่ยังท่วมขังและช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลายเร็วขึ้น
ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังคงต้องจับตาปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนอย่างใกล้ชิด กรมชลประทานจึงปรับการระบายน้ำตามปริมาณน้ำที่ไหลลงมา พร้อมนำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งบริเวณประตูระบายน้ำและจุดสำคัญต่างๆ เพื่อช่วยดึงน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วและมากที่สุด
ส่วนลุ่มน้ำป่าสัก ขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยปรับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้สัมพันธ์กับเขื่อนพระรามหก เพื่อให้น้ำไหลผ่านระบบได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการติดขัด พร้อมติดตามทั้งปริมาณน้ำที่ไหลเข้าและระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักอย่างใกล้ชิด
นายวิทยากล่าวว่า ได้กำชับทุกพื้นที่ให้เร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะจุดที่อาจกลายเป็น “คอขวด” และทำให้น้ำระบายช้า เจ้าหน้าที่ต้องติดตามทั้งฝนและระดับน้ำตลอดเวลา รวมถึงตรวจเครื่องสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และทางน้ำให้พร้อมใช้งาน ส่วนเครื่องจักรและกำลังคนให้เตรียมไว้ใกล้พื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เข้าแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้น

สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมต่อจากนี้คือฝนระลอกใหม่ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ช่วงวันที่ 5-8 ตุลาคม 2569 หลายพื้นที่ของประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ก่อนกระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ส่วนภาคตะวันออกช่วงวันที่ 5-6 ตุลาคม มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักกับลมกระโชกแรงบางแห่ง
กรมชลประทานจึงต้องใช้ช่วงเวลานี้ในการเร่งระบายน้ำที่ยังค้างอยู่ในพื้นที่ออกให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดทางน้ำและเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ โดยอธิบดีกรมชลประทานย้ำให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีเป้าหมายเดียวกันคือ “เอาน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ลดน้ำท่วมขัง และเตรียมพื้นที่ให้พร้อมรับฝนรอบใหม่ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว”

