หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร. ขยับ GDP...

กกร. ขยับ GDP ปี’69 โต 2.1-2.5% จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม ดึงเอกชนนั่ง กนช.

7.10.26 | 17:01 น.

กกร. ขยับเป้า GDP ปี 69 โต 2.1-2.5% ส่งออกพุ่ง 12-16% จี้รัฐรับมือน้ำท่วม-หวั่นกระทบเศรษฐกิจและเชื่อมั่นประเทศ-แนะรัฐเตรียมรับ IMF-เวิลด์แบงก์ 1.5 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงผลประชุม กกร.ประจำเดือนตุลาคม 2569 พร้อมด้วย นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และนายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ภาครัฐและเอกชนมีเป้าหมายตรงกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 โดยตั้งเป้าเศรษฐกิจขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ อัตราการเติมโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในอุตสาหกรรมตั้งเป้าขยายตัวไว้ที่ 5.5% ขณะเดียวกัน กกร.จะผลักดันผ่านกลไก กรอ. 3 ระยะ คือ 1. Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วน, 2. Transition Now เร่งปรับตัวสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ และ 3. Invest for Tomorrow ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน


นายพจน์ กล่าวว่า สำหรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 กกร.ประมาณการตัวเลข GDP ไว้ที่ 2.1-2.5% การส่งออกขยายตัว 12-16% และเงินเฟ้อ 2.5-3.0% โดยเป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ที่คาดว่า GDP จะขยายตัว 1.6-2.0% การส่งออกขยายตัว 8.0-10.0% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0% สะท้อนการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีกว่าคาด ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเดิม ขณะเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศต้องจับตาคือ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ขยับจาก 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกันยายน มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความเปราะบางในตะวันออกกลางและระดับน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะเดียวกันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี จากความกังวลฐานะการคลังสหรัฐฯ และการระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้ต้นทุนพันธบัตรระยะยาวหลายประเทศรวมถึงไทยสูงขึ้น กระทบต้นทุนการกู้ยืมภาคเอกชนและเพิ่มความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่า

นายพจน์ กล่าวว่า อีกปัจจัยที่ต้องเร่งรับมือคือภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยน้ำท่วม ซึ่งกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมาภาครัฐใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 50,000-60,000 ล้านบาทเพื่อเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ขณะที่น้ำท่วมรอบนี้กระทบทั้งประชาชน SME ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงการท่องเที่ยว และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินซึ่งยังประเมินมูลค่าไม่ได้ ตลอดจนเพิ่มภาระหนี้และกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

“น้ำท่วมครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อประชาชน ธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ภาคเกษตร และการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชนในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ และยังเพิ่มภาระหนี้ รวมทั้งกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน”นายพจน์กล่าว

Advertisement

นายพจน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ กกร.จึงเสนอให้เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุเป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า โดยพัฒนาระบบเตือนภัย Early Warning ให้รวดเร็วและแม่นยำในระดับพื้นที่ พร้อมยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำตั้งแต่การกักเก็บ การส่งและระบายน้ำ พื้นที่รับน้ำ ไปจนถึงการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ การมีระบบเตือนภัยอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องยกระดับการเตรียมพร้อมของรัฐ ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ด้วย โดย กกร.เสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน รวมกรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร จังหวัด และหน่วยงานที่อยู่ตามทิศทางน้ำ ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างทำแล้วค่อยหาผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา

นายพจน์ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญที่ต้องนำมาทบทวนคือ ผังเมือง เพราะการก่อสร้างถนน โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในบางพื้นที่อาจขวางทางน้ำและเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม โดยควรถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ปี 2526, 2537 และ 2554 มาปรับใช้ โดยเฉพาะปี 2554 ที่พบปัญหาโครงสร้างต่างๆ ขวางทางน้ำและนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งตั้งอยู่ในแนวทางน้ำ จึงเสนอให้รัฐวางผังเมืองโดยคำนึงถึงเส้นทางน้ำ พื้นที่รับน้ำ ระบบระบายน้ำ และพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กัน รวมถึงพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว

นายพจน์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือปัญหาการขนส่งสินค้าทางการเกษตรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่อาจกระทบทั้งเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ โดยการขนส่งสินค้าทางอากาศมีมูลค่าราว 2.42 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ขณะที่สุวรรณภูมิยังมีปัญหาความแออัด และหากเกิดน้ำท่วมอาจซ้ำเติมปัญหาเที่ยวบินล่าช้า ยกเลิกเที่ยวบิน รวมถึงผู้โดยสารและสัมภาระตกค้าง โดยเฉพาะช่วงไฮซีซันตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมปี 2570 ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้น หากสายการบินและสนามบินไม่สามารถรองรับได้ ย่อมกระทบความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ประเทศโดยตรง

“ถ้าหากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังประสบปัญหาความแออัด ขณะที่อุทกภัยยิ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าและส่งมอบล่าช้า รวมถึงผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้างจำนวนมาก ซึ่งสนามบินเป็นประตูด่านแรกที่ผู้เดินทางสัมผัสเมื่อมาประเทศไทย ปัญหาการให้บริการที่ติดขัดนั้นไม่ใช่กระทบธรรมดา แต่กระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทยโดยตรง ฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศไทยเริ่มเดือนตุลาคมนี้ นักท่องเที่ยวจีนหายไปกองเลยนะยังไม่ขึ้นมาเลย โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นปีนี้ ถึงเดือนมีนาคมปีหน้า ยิ่งนักท่องเที่ยวยิ่งเข้ามาเยอะ ถ้าสายการบินไม่สามารถจัดการได้ ไม่ถูกต้อง ผมว่าผลกระทบจะตามมารุนแรงพอสมควรในส่วนนี้”นายพจน์กล่าว

นายพจน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะมีผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน เดินทางเข้าประเทศ โดยผู้เข้าร่วมจำนวนหนึ่งจะทยอยเดินทางมาตั้งแต่วันที่ 8-9 ตุลาคม และไม่ได้เดินทางกลับทันทีหลังจบงาน ทำให้ไทยต้องรองรับบุคคลระดับสูงจากทั่วโลกต่อเนื่องราว 2 สัปดาห์หรือหลักเดือน กกร.จึงเห็นว่ารัฐต้องเร่งเตรียมระบบสนามบิน การเดินทาง และแผนรับมือน้ำท่วมให้พร้อม เพราะหากเกิดน้ำท่วมพร้อมปัญหาการเดินทางในช่วงดังกล่าว ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นประเทศจะรุนแรง

นายพจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กกร.ได้เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เสนอให้ภาคเอกชนมีผู้แทนเข้าร่วม คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 ชุดของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้แก่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และคณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำ เพื่อให้การกำหนดนโยบายสะท้อนปัญหาจริงของภาคธุรกิจ เกษตรกร และประชาชน พร้อมกันนี้ กกร.มีมติจัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจประเมินผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อรวบรวมความเสียหายและจัดทำข้อเสนอด้านการป้องกัน เตรียมพร้อม และฟื้นฟู โดยมุ่งจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการทั้งระบบ ควบคู่กับการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเร่งฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

กกร.