หน้าแรก เศรษฐกิจ คมนาคม จ่อชง ...

คมนาคม จ่อชง 5.8 พันล้าน ชดเชยตั๋วร่วม เข้าครม.ต้นพ.ย. คาดเชื่อมบัตรเข้าเป๋าตังใน 1 ปี

9.10.26 | 09:46 น.

คมนาคม จ่อชง 5.8 พันล. ชดเชยตั๋วร่วม ต้น พ.ย.นี้-คาดเชื่อมบัตรเข้าเป๋าตังใช้เวลา 1 ปี

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยเพิ่มเติมภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานมาตรการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท ต่อเที่ยว โดยกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนองบกลางเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณชดเชย เบื้องต้นประเมินวงเงินงบประมาณสำหรับชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารให้ประชาชนไว้ประมาณ 5,000-5,800 ล้านบาท จากการกำหนดเพดานค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว คาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569


“รัฐบาลยืนยันว่าสามารถเริ่มใช้มาตรการราคาค่าโดยสาร 17-45 บาทตลอดสาย ได้พร้อมกันทุกสายภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 โดยมาตรการดังกล่าวถือเป็นนโยบายระยะสั้น ที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งภาครัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงเงื่อนไขหรือกลไกสัมปทานเดิม ของผู้ให้บริการเอกชนแอย่างใดในด้านงบประมาณ” นายสิริพงศ์กล่าว

นายสิริพงศ์กล่าวว่า สำหรับรูปแบบการชดเชย มาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดเที่ยว จะเป็นการคืนส่วนต่างให้ประชาชนโดยตรง โดยใช้แนวทางลักษณะเดียวกับระบบ EMV เดิมที่ใช้กับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง กล่าวคือ ผู้โดยสารยังชำระค่าโดยสารเต็มจำนวนตามระบบก่อน จากนั้นภาครัฐจะโอนเงินส่วนต่างคืนให้ประชาชนภายหลัง ผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดสิทธิการช่วยเหลือเฉพาะประชาชนชาวไทย ขณะที่ผู้ใช้บริการชาวต่างชาติจะไม่ได้รับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว

นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การจัดทำระบบชำระเงินและโอนเงินส่วนต่างคืนผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เบื้องต้นจะต้องหารือร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาระบบให้สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1.การเชื่อมต่อบัตร EMV ทุกประเภทเข้ากับแอพพ์เป๋าตัง ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลบัตรบางส่วนที่เชื่อมต่ออยู่ในระบบแล้ว แต่ยังมีบัตรเครดิตทั่วไปบางส่วนที่ยังไม่สามารถเชื่อมต่อได้ จึงต้องพัฒนาระบบให้รองรับบัตรเครดิต EMV ได้อย่างครอบคลุม และ 2.การเชื่อมต่อบัตรแรบบิท (Rabbit Card) เข้ากับแอพพ์เป๋าตัง ซึ่งจะต้องหารือและเจรจากับผู้เกี่ยวข้องถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อระบบ ทั้งนี้ การดำเนินการทั้ง 2 กรณีเป็นมาตรการระยะสั้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน-1 ปี เนื่องจากเป้าหมายระยะยาวคือการปรับเปลี่ยนระบบหัวอ่านของรถไฟฟ้าทั้งหมดให้รองรับระบบ EMV อย่างสมบูรณ์

Advertisement

เอกชนไม่มีข้อขัดข้อง

นายสิริพงศ์กล่าวว่า ส่วนผลการเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้า อาทิ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ขณะนี้ได้มีการหารือร่วมกันแล้ว โดยเอกชนไม่มีข้อขัดข้อง เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าโดยสารเดิม และเอกชนยังคงได้รับรายได้ตามเงื่อนไขสัมปทานตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากหลังดำเนินมาตรการค่าโดยสาร 17-45 บาทตลอดสายแล้วมีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น รวมถึงเมื่อพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงทางธุรกิจ จะนำตัวเลขผู้โดยสารและข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงกลับมาเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานอีกครั้งในภายหลัง สำหรับการพัฒนาระบบตั๋วร่วมเต็มรูปแบบ ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะประเภทอื่น เช่น รถโดยสารสาธารณะ จะพิจารณานำไปดำเนินการเป็นแผนงานในระยะต่อไป