หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เอกนิติ’ ชู ...

‘เอกนิติ’ ชู ‘นกกระซิบ’ AI ที่ปรึกษาร้านค้า ใช้งานเกือบ 1 ล้านราย เพิ่มผลิตภาพ-สร้างงานใหม่

12.10.26 | 12:40 น.

“เอกนิติ” ชู “นกกระซิบ” ผู้ช่วย AI ที่ปรึกษาร้านค้ารายย่อย ใช้แล้วเกือบ 1 ล้านราย พร้อมเปิด 3 แนวทาง “AI in All–All in AI–AI for All” เพิ่มผลิตภาพ สร้างงานใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในเวทีเสวนากลุ่มธนาคารโลก ภายใต้แนวคิด “Small AI, More and Better Jobs” ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ว่า ประเทศไทยขับเคลื่อน AI ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ AI in All ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพงานและธุรกิจที่มีอยู่ All in AI สร้างทักษะและงานใหม่ และ AI for All ทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จาก AI อย่างทั่วถึง


หัวใจสำคัญของการนำ AI มาใช้ให้เกิดผลจริง คือการทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงบริษัทขนาดใหญ่ โดยรัฐบาลได้ต่อยอดมาตรการสนับสนุนทางการคลังเพื่อช่วยร้านค้ารับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ด้วยการพัฒนา “นกกระซิบ” (Noklasip หรือ Whispering Birds) ผู้ช่วย AI ที่ทำหน้าที่เสมือนที่ปรึกษาธุรกิจรายย่อย ฝังอยู่ในแอพพลิเคชันค้าขายบนมือถือที่ร้านค้าใช้อยู่แล้วเพื่อเข้าถึงเงินช่วยเหลือและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ

ปัจจุบันมีร้านค้ารายย่อยเกือบ 1 ล้านรายใช้งานนกกระซิบ เพื่อช่วยบริหารสต็อกสินค้าและคำนวณกำไร สะท้อนแนวทางการใช้ AI ที่ไม่ได้มุ่งเพียงช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ยังเพิ่มเครื่องมือให้ผู้ค้าบริหารธุรกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน หากได้รับความยินยอมจากผู้ประกอบการ ข้อมูลธุรกรรมยังอาจช่วยให้ธนาคารเข้าใจสถานะธุรกิจได้ดีขึ้น เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อสำหรับร้านค้าที่ไม่มีหลักประกันหรือประวัติเครดิตอย่างเป็นทางการ

สำหรับการสร้างงานใหม่ ประเทศไทยมุ่งเปลี่ยนการลงทุนในศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ บริการคลาวด์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ให้เป็นโอกาสของแรงงานไทย ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งเชื่อมโยงนักลงทุนกับสถาบันการศึกษาเพื่อฝึกทักษะให้ตรงกับความต้องการของนายจ้าง และนำไปสู่การจ้างงานจริง พร้อมผลักดันการลดต้นทุนการใช้ AI รวมถึงต้นทุนโทเคน ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้ประมวลผลข้อมูลของ AI เพื่อให้สตาร์ตอัป SMEs และมหาวิทยาลัยเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น

Advertisement

ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเชื่อมโยงข้อมูลผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐและโครงการด้านการคลัง เพื่อออกแบบความช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการสนับสนุนรายได้ การพัฒนาทักษะใหม่ และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ ควบคู่กับการคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยง เช่น การหลอกลวงออนไลน์และดีปเฟก (Deepfake) พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้ AI ได้รับการกำกับดูแลอย่างมีความรับผิดชอบ