ธนาคารโลกชู “Small AI” เครื่องยนต์สร้างงานใหม่ เตือน AI เขย่าตลาดแรงงาน จี้รัฐเร่งปรับทักษะ–จูงใจจ้างเด็กจบใหม่ ปฏิรูป และภาษี รับมือแรงงานถูกแทนที่
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวในเวทีเสวนากลุ่มธนาคารโลก ภายใต้แนวคิด “Small AI, More and Better Jobs” ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ว่า การสร้างงานเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากในอีก 15 ปีข้างหน้า จะมีเยาวชน 1.2 พันล้านคนมีอายุครบ 18 ปี การมีงานทำไม่ได้หมายถึงเพียงการมีรายได้ แต่ยังทำให้ผู้คนมีส่วนร่วมในสังคมอย่างมีประสิทธิผล มีความหวัง และมีศักดิ์ศรี
การสร้างงานจำเป็นต้องเริ่มจากรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และนโยบายภาครัฐที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดความเสี่ยงเพื่อดึงดูดเงินทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นแหล่งสร้างงานหลัก คิดเป็น 75–85% ของการจ้างงานในแต่ละประเทศ
สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ โอกาสจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLM) เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำ AI ขนาดเล็ก หรือ Small AI ซึ่งมีต้นทุนเข้าถึงได้และออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง มาช่วยเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร การศึกษา และสาธารณสุข
นายอาเจย์ กล่าวถึง 5 สาขาเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างงาน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง เกษตรกรรมรายย่อย สาธารณสุขปฐมภูมิ การท่องเที่ยว และการผลิตรวมถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา
กรณีอินโดนีเซีย บุคลากรสาธารณสุขปฐมภูมิ เช่น พยาบาลและหมอตำแย สามารถใช้สมาร์ตโฟนถ่ายภาพอาการผู้ป่วยและส่งให้เครื่องมือ AI ช่วยประเมินเบื้องต้น ก่อนประสานการนัดหมายกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนอินเดียมีความร่วมมือกับ Google พัฒนาแพลตฟอร์ม AI สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ให้ใช้ภาพใบพืชที่เป็นโรคเพื่อรับคำแนะนำในการจัดการปัญหาและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องผ่านระบบดิจิทัลได้สะดวกขึ้น
ด้านนายธาร์มัน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เตือนว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างงานที่มีคุณภาพ หากไม่มีนโยบายรองรับ ช่องว่างระหว่างการเติบโตกับการจ้างงานอาจยิ่งขยายตัวเมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน โดยกลุ่มที่น่ากังวลคือแรงงานระดับกลางและผู้จบการศึกษาใหม่ ซึ่งอาจเผชิญความเสี่ยงเมื่อตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นลดลง
นายธาร์มัน เสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาคว้าโอกาสจาก 4 ด้าน ได้แก่ การผลิตที่ยังแข่งขันได้ด้วยต้นทุนแรงงาน พลังงานสะอาดซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสร้างงาน ระบบสาธารณสุขที่ใช้ AI เพิ่มศักยภาพบุคลากร และธุรกิจที่มีผู้ประกอบการเพียงคนเดียวซึ่งสามารถใช้ AI เข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดได้ด้วยต้นทุนต่ำ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันสร้างแรงจูงใจในการจ้างงานคนรุ่นใหม่ ป้องกันการสูญเสียทักษะและโอกาสในช่วงเริ่มต้นอาชีพ รวมถึงปรับการศึกษาให้เน้นทักษะประยุกต์ การฝึกงาน และการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานจริงมากขึ้น
ขณะที่ นางคริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า การพัฒนา AI กำลังเกิดขึ้นเป็น 2 ระลอก โดยระลอกแรกเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ในศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และการพัฒนาโมเดล AI ซึ่งมีสหรัฐฯ จีน และอินเดียเป็นผู้เล่นสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มีบทบาทในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขยายตัวของ AI การลงทุนดังกล่าวเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้ยังเติบโตได้ประมาณ 3% แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน
ส่วนระลอกที่สอง คือการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย เปรียบได้กับการขยายตัวของโทรศัพท์มือถือที่ทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับประโยชน์จาก AI ได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความพร้อมของปัจจัยพื้นฐาน 4 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงไฟฟ้าที่เพียงพอ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ทักษะของประชาชน และกฎระเบียบที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
สำหรับผลต่อเศรษฐกิจ IMF ประเมินว่า AI มีศักยภาพช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียพัฒนาแล้วได้ประมาณ 0.5–1.0% ซึ่งอาจช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่กลุ่มเอเชียเกิดใหม่ (Emerging Asia) มีโอกาสได้รับแรงหนุนจาก AI ให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2–0.8%
นางคริสตาลินา กล่าวเปรียบการเข้ามาของ AI ว่าเป็นเสมือน “สึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ” ซึ่งผลกระทบจะค่อย ๆ ขยายวงกว้าง ผลการศึกษาพบว่า งานในประเทศรายได้สูงมีโอกาสได้รับผลกระทบจาก AI ถึง 60% ของตำแหน่งงานทั้งหมด เทียบกับ 23% ในประเทศรายได้ต่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศรายได้ต่ำมีความเสี่ยงน้อยกว่า หากสะท้อนถึงการเข้าถึงและการใช้งานเทคโนโลยีที่ยังไม่แพร่หลายเท่าประเทศรายได้สูง
ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาของ IMF ในสหรัฐฯ พบว่า ปัจจุบันตำแหน่งงานประมาณ 10% เริ่มต้องการทักษะด้าน AI ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่ใช้ทักษะสูงและให้ผลตอบแทนดี สะท้อนว่าความต้องการของตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลง ขณะที่งานประจำที่มีลักษณะทำซ้ำมีแนวโน้มลดลง ส่วนงานค่าจ้างต่ำกลับขยายตัวใน 2 กลุ่ม ได้แก่ งานก่อสร้างและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล รวมถึงงานภาคบริการ
กลุ่มที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือเยาวชนและผู้เริ่มต้นทำงาน เพราะที่ผ่านมาแรงงานมักเริ่มต้นจากตำแหน่งระดับล่างเพื่อสะสมประสบการณ์และพัฒนาทักษะ ก่อนก้าวไปสู่งานที่มีความรับผิดชอบและค่าตอบแทนสูงขึ้น แต่หากตำแหน่งงานเริ่มต้นลดลงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ก็อาจทำให้คนรุ่นใหม่ขาดโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานและเติบโตในสายอาชีพ
นางคริสตาลินา ระบุว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. ปรับนโยบายแรงงานให้ทันกับความต้องการที่เปลี่ยนไป เพราะ AI ไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานหายไปทั้งหมด แต่กำลังเปลี่ยนประเภทงานและทักษะที่ตลาดต้องการ ภาครัฐจึงต้องช่วยให้แรงงานสามารถย้ายไปสู่งานที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นได้
2. ปฏิรูปการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยปรับจากแนวคิดการเรียนรู้ทักษะชุดเดียวแล้วใช้ไปตลอดชีวิต สู่การพัฒนาทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดงาน
3. ทบทวนระบบการคลังและโครงสร้างภาษี เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทแทนที่งานบางประเภทและเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาว่าระบบภาษีควรปรับตัวอย่างไร เพื่อรักษาฐานรายได้สำหรับจัดสรรงบประมาณดูแลประชาชนและรองรับความต้องการทางสังคมในระยะยาว
นางคริสตาลินา กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของการพัฒนา AI ควรเป็นการนำเทคโนโลยีมารับช่วงงานที่มนุษย์ไม่ต้องการทำ เพื่อให้ผู้คนมีเวลาใช้ชีวิตกับสิ่งที่ให้คุณค่า พร้อมสร้างผลิตภาพที่สูงขึ้น ยกระดับมาตรฐานการครองชีพ และรักษาศักดิ์ศรีของการเป็นส่วนหนึ่งในสังคม


