วิทัย ห่วงปัญหาโครงสร้างทำเศรษฐกิจไทยโตต่ำ ย้ำต้องแก้ร่วมกัน ไม่ใช่กดปุ่มแล้วจบ
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตประมาณ 2.3% ซึ่งสอดคล้องกับกรอบประมาณการของสำนักต่าง ๆ ที่อยู่ที่ 2-2.3% โดยขณะนี้ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ในระดับดังกล่าว และยังไม่ได้ปรับประมาณการตัวเลขเพิ่มเติม ส่วนอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 2.2% ถือว่ามีเสถียรภาพที่ยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี แม้จะมีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโมเมนตัมจากการส่งออกที่ดี การลงทุนจากต่างประเทศ และกระแส AI ที่เข้ามาในประเทศ ซึ่งมีโอกาสช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตและรักษาโมเมนตัมต่อไปได้
นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามคาดการณ์ที่ 2.3% ในปีนี้ คาดว่าการส่งออกน่าจะเติบโตประมาณ 17-18% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีส่วนสนับสนุนการเติบโต โดยส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และอีกส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าการลงทุนจะเติบโตประมาณ 13% ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 2.3% ในปีนี้ และยังเชื่อว่าเศรษฐกิจมีโมเมนตัมที่ดีและสามารถเติบโตต่อเนื่องได้
นายวิทัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญคือปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การเติบโตของ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 5% และ 3-4% ในอดีต ลงมาเหลือประมาณ 2% กว่าในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในทางเศรษฐศาสตร์ยังมีตัวเลขที่เรียกว่า GDP เต็มศักยภาพ (Potential GDP) ซึ่งหมายถึงระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเทศสามารถทำได้เมื่อใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพ โดยปัจจุบัน GDP เต็มศักยภาพของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.7% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน
นายวิทัย กล่าวว่า สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องหลายสิบปี ผลิตภาพที่ต่ำ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิม การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้กำลังแรงงานลดลง ปัญหาระบบการศึกษา ตลอดจนหนี้ครัวเรือนและหนี้รัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง โดยหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 86-87% ของ GDP ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก
นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขร่วมกัน และไม่สามารถแก้ได้ด้วยการออกโครงการเดียวหรือกดปุ่มเพียงครั้งเดียวแล้วจบ แม้นโยบายการเงินจะมีบทบาท แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน เพราะจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ดีขึ้นด้วย
ดังนั้น ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญต่อไปคือการร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยทุกหน่วยงานต้องเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญมาตลอด

