หน้าแรก เศรษฐกิจ วิทัย ชู Blue...

วิทัย ชู Blueprint 5 เสาหลัก สร้างเกราะป้องกันภัยการเงินดิจิทัล

14.10.26 | 14:18 น.

วิทัย ชู Blueprint 5 เสาหลัก สร้างเกราะป้องกันภัยการเงินดิจิทัล

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยบนเวที Bangkok Blueprint for Fraud Resilient Financial Services ภายในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ถึงความสำคัญ ของ Blueprint ว่า การบริหารการเงินดิจิทัลช่วยลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่ที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การฉ้อโกงและอาชญากรรมดิจิทัล 2.ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และการดำเนินงานจากการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ให้บริการเทคโนโลยี และ 3.ความท้าทายด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีเกิดใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง


นายวิทัย กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย มูลค่าความเสียหายจากภัยทางการเงินสูงกว่า 43,000 ล้านบาทในปี 2567 และลดลงเหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นี้ ความเสียหายลดลงเหลือเพียงกว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างมหาศาล สะท้อนให้เห็นว่าการประสานความร่วมมือสามารถสร้างความแตกต่างที่เป็นรูปธรรมได้

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. จึงผลักดันวาระการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe and Inclusive Digital Finance: SIDF) โดยยึดหลักว่าความเชื่อมั่นและความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงต้องพัฒนาไปพร้อมกับความก้าวหน้าของการเงินดิจิทัล พร้อมจัดทำ Blueprint สำหรับผู้ให้บริการทางการเงิน เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการป้องกันการฉ้อโกงที่ใช้เทคโนโลยีไซเบอร์ เน้นการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน การประสานความร่วมมือข้ามพรมแดน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศ

นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับ Blueprint ประกอบด้วยประเด็นสำคัญ 12 ข้อ ภายใต้เสาหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1.วางรากฐานกฎหมายและสถาบันให้เข้มแข็ง (Stronger Legal & Institutional Foundations) กำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของสถาบันอย่างชัดเจน 2.ยกระดับวงจรการบรรเทาภัยทุจริต (Fraud Mitigation Life Cycle) ครอบคลุมการออกแบบผลิตภัณฑ์ ระบบป้องกันที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ การตรวจจับทั้งระบบ ตลอดจนการตอบสนองและฟื้นฟูอย่างบูรณาการ 3.บังคับใช้กรอบการบริหารความเสี่ยงและการปราบปรามที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพ 4.ขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ (Domestic & Cross-Border Coordination) มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ทันท่วงทีและการปฏิบัติการร่วมกัน
5.ส่งเสริมการคุ้มครองและสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค (Consumer Protection & Literacy)

Advertisement

“มาตรการทั้ง 5 ด้านต้องดำเนินควบคู่กัน เพราะการมีกฎหมายที่เข้มแข็งแต่ขาดการประสานงาน หรือการตรวจจับการฉ้อโกงได้ดีแต่ไม่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ย่อมไม่เพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายและรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน” นายวิทัย กล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขยายขอบเขตการทำงานเพื่อสกัดกั้นกิจกรรมทางการเงินผิดกฎหมาย เนื่องจากพบว่ารายได้จากการฉ้อโกงมักถูกถ่ายผ่านบัญชีม้าก่อนนำไปแปลงเป็นทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล (โดยเฉพาะ USDT)  ธปท. จึงได้ยกระดับข้อกำหนดการรายงานสำหรับธุรกรรมเงินสดมูลค่าสูงเกิน 5 ล้านบาท ขยายความเข้มงวดของธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ และทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมทั้งออกกรอบการทำงานเพื่อปกป้องภาคการเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นายวิทัย กล่าวว่า เพื่อผลักดัน Blueprint ไปสู่การปฏิบัติ ธปท. ได้จัดทำเอกสาร “Blueprint in Action: Regional Experiences and Policy Lessons for Fraud-Resilient Financial Services” โดยรวบรวมประสบการณ์จากฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ในการดำเนินงาน นำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี และเสนอแนวทางเสริมสร้างระบบป้องกันการฉ้อโกงของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ความไว้วางใจระหว่างภาคส่วน และการประสานงานในระดับนานาชาติ เพื่อให้การเงินดิจิทัลสามารถพัฒนานวัตกรรม เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน และมีความปลอดภัยควบคู่กันไป

///