เอกนิติเปิดวิสัยทัศน์ Thailand’s Next Economy 2027 กางแผนรับมือ 5 คลื่นยักษ์ เร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านพลังงาน-อัปสกิลคนไทย
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand Next Economy 2027 : อนาคตเศรษฐกิจไทย” ภายในงานสัมมนาใหญ่ ประจำปี 2569 & CEO Econmass Awards 2026 ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group 2026) ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ใช้โอกาสในการเป็นเจ้าภาพโชว์ศักยภาพความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจและโมเดลการพัฒนาประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากนี้ ไทยยังได้ชูประเด็นการสร้างภูมิคุ้มกันในโลกที่แตกขั้ว (Building Resilience in a Fragmented World) และการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ซึ่งทางธนาคารโลกได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะให้เงินช่วยเหลือประเทศไทยในการทำเมืองคาร์บอนต่ำและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม (Flash Flood) อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ไทยยังได้นำเสนอ “ซอฟต์พาวเวอร์” ผ่านชุมชน ผ้าไทย และมวยไทย ซึ่งสะท้อนถึงทั้งวัฒนธรรม ความแข็งแกร่ง และการเคารพผู้ใหญ่ให้ชาวโลกได้ประจักษ์

ความท้าทายจากคลื่นใหญ่ 5 ลูก
นายเอกนิติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโลกที่ผันผวน ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมนโยบายเศรษฐกิจให้พร้อมรับมือกับความท้าทาย ซึ่งเปรียบเสมือน “คลื่นใหญ่ 5 ลูก” ได้แก่ 1.โลกที่แตกขั้ว เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าและการกีดกันผ่านการขึ้นภาษียังคงมีอยู่ 2.อัตราดอกเบี้ยสูง เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในระดับที่สูง 3.ความสำคัญของวินัยการคลัง เนื่องจากตลาดโลกพร้อมจะลงโทษประเทศที่ขาดวินัยการคลัง แต่สำหรับประเทศไทยถือว่าทำได้ดีเยี่ยม สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่อยู่ระดับเพียง 2.4% ซึ่งต่ำกว่าของสหรัฐอเมริกาที่สูงกว่า 5%
นายเอกนิติ กล่าวว่า 4.ความท้าทายด้านเทคโนโลยี AI โดยไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยง โดยมุ่งเน้นการนำ AI ขนาดเล็ก (Small AI) มาช่วยเพิ่มศักยภาพ สร้างอาชีพที่ดีขึ้น (Better Jobs) ให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย และ 5.ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ โดยการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและปัญหาน้ำท่วม
เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน-อัปสกิลคนไทย
นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับคลื่นความท้าทายเหล่านี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันนี้ (Transition Now) โดยจะมีการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานสะอาด เช่น การสนับสนุนให้ประชาชนและรายย่อยติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า และเปิดโอกาสให้สามารถผลิตไฟฟ้าขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้ และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยจะต้องเร่งลงทุนในการพัฒนาคนไทย (Human Capital) เพื่อสร้างทักษะใหม่ๆ ให้สอดรับกับความต้องการของโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการก้าวสู่อนาคตเศรษฐกิจไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
“ผมถามนักลงทุนที่มาเปิดโรงงาน 23,000 ล้านบาท เป็นอุตสาหกรรมอาหาร ว่าทำไมถึงเลือกลงทุนในไทย เขาตอบว่าเพราะไทยมีความเป็นกลางและมีประสิทธิภาพสูง แค่ 6 เดือนก็เปิดโรงงานได้แล้ว ซึ่งการลงทุนนี้จะสร้างงานหลายพันคน และช่วยผลักดันให้ไทยเป็นฮับอาหารและ Pet food ของโลก” นายเอกนิติ กล่าว


