“769 พันธุ์พืชได้รับความคุ้มครอง แต่ทำไมกะเพรา 4 พันธุ์ของซีพีจึงกลายเป็นดราม่า? แกะรอยต้นเรื่อง BIOTHAI และคำถามที่สังคมต้องรู้”
ประเทศไทยมีการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มาแล้วมากมาย แต่เหตุใดการพัฒนากะเพราเพียง 4 สายพันธุ์ จึงกลายเป็นกระแสใหญ่ที่พุ่งเป้าไปยังเครือซีพี? ใครเป็นผู้จุดประเด็น และอะไรคือข้อเท็จจริงที่สังคมควรรู้?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการวิจัย พัฒนา และยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ครอบคลุมพืชหลากหลายชนิด ตั้งแต่พืชผัก ผลไม้ ไปจนถึงพืชเศรษฐกิจ
กฎหมายที่ใช้คือพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งในการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่
แต่เมื่อบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) พัฒนากะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ ร่วมกับภาควิชาการ และดำเนินการขอรับความคุ้มครองตามกฎหมาย เรื่องที่ควรเป็นการถกเถียงเกี่ยวกับงานวิจัยและสิทธิในพันธุ์พืชกลับขยายเป็นประเด็นร้อนเกี่ยวกับทุนใหญ่ การผูกขาด และสิทธิของเกษตรกร
จึงเกิดคำถามสำคัญ 3 ข้อ
ใครเป็นผู้เริ่มต้นกระแส? ทำไมต้องเลือกกะเพรา? และทำไมจึงต้องพุ่งเป้าไปที่ซีพี?
ใครเป็นต้นเรื่อง? จากข้อถกเถียงเรื่องพันธุ์พืชสู่กระแสสังคม
หนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทในการตั้งคำถามเรื่องสิทธิพันธุ์พืชและการคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพของไทยมาอย่างต่อเนื่อง คือมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI ซึ่งมีจุดยืนคัดค้านการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อสิทธิเกษตรกรและระบบเมล็ดพันธุ์
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า การคัดค้าน UPOV 1991 กับกรณีการขอรับความคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ของ CPRAM เป็นคนละประเด็นทางกฎหมาย เพราะประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคี UPOV 1991 และกรณีนี้ดำเนินการภายใต้กฎหมายไทย
สิ่งที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมคือ องค์กรหรือบุคคลใดเผยแพร่ข้อมูลเรื่องนี้เป็นรายแรก ข้อความแรกมีสาระอย่างไร มีการแก้ไขข้อความภายหลังหรือไม่ และการเผยแพร่แต่ละช่วงเวลามีผลต่อความเข้าใจของประชาชนอย่างไร
การตั้งคำถามเรื่องสิทธิพันธุ์พืชเป็นสิ่งที่ทำได้และควรทำ แต่การนำเสนอข้อมูลต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็น โดยเฉพาะประเด็นที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่า การคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่เท่ากับการห้ามคนไทยปลูกกะเพราทุกสายพันธุ์ ซึ่งไม่ใช่ขอบเขตของการคุ้มครองดังกล่าว
ทำไมต้องกะเพรา? เพราะเป็นพืชที่คนไทยรู้สึกว่าเป็นของทุกคน
หากเป็นการจดทะเบียนพันธุ์แตงกวา ฟักทอง มะเขือเทศ หรือพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เรื่องอาจไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากเท่ากัน
แต่กะเพราแตกต่างออกไป
กะเพราอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย เป็นวัตถุดิบของอาหารยอดนิยม และเป็นพืชที่ประชาชนคุ้นเคยกับการปลูกเองตามบ้าน
เพียงมีข้อความว่า “บริษัทใหญ่จดสิทธิกะเพรา” ก็อาจทำให้บางคนเข้าใจไปว่า บริษัทกำลังจะเป็นเจ้าของกะเพราที่คนไทยปลูกกินกันมาหลายชั่วอายุคน
ทั้งที่ในทางกฎหมาย การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของพืชทั้งชนิด
การคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ ไม่ใช่การผูกขาดกะเพราทั้งประเทศไทย
กะเพราพันธุ์เดิมที่ประชาชนและเกษตรกรปลูกกันอยู่ไม่ได้กลายเป็นทรัพย์สินของ CPRAM จากการจดทะเบียนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิในพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองยังต้องพิจารณาขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นตามกฎหมาย ไม่ควรสรุปเหมารวมว่าการนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เชิงพาณิชย์ทำได้โดยไม่มีข้อจำกัดทุกกรณี
ทำไมต้องซีพี? เมื่อชื่อทุนใหญ่กลายเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียง
อีกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจคือ เหตุใดการวิจัยกะเพราของ CPRAM จึงถูกเชื่อมโยงไปถึงเครือเจริญโภคภัณฑ์และนายธนินท์ เจียรวนนท์
ในความเป็นจริง CPRAM เป็นบริษัทภายใต้กลุ่ม CP ALL ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีโครงสร้างการบริหารและการกำกับดูแลของตนเอง
จึงควรแยกบทบาทของผู้ยื่นคำขอ ผู้ทรงสิทธิ บริษัทแม่ ผู้ถือหุ้น และบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในกระแสข่าวออกจากกันอย่างชัดเจน
ชื่อซีพีเป็นชื่อที่ประชาชนรู้จักอย่างกว้างขวาง การนำชื่อองค์กรขนาดใหญ่มาเชื่อมโยงกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเกษตรกรจึงย่อมดึงดูดความสนใจได้มาก แต่ความสนใจของสังคมไม่ใช่หลักฐานว่ามีการผูกขาดหรือกระทำผิดกฎหมาย
การวิพากษ์วิจารณ์บริษัทขนาดใหญ่เป็นสิทธิที่ชอบธรรม เช่นเดียวกับการตั้งคำถามถึงการใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยรัฐ ความเป็นธรรมของข้อตกลงวิจัย และการแบ่งปันผลประโยชน์สู่สาธารณะ
แต่ข้อวิจารณ์เหล่านั้นควรตั้งอยู่บนสัญญาความร่วมมือ เอกสารสิทธิ และข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ มากกว่าการตัดสินจากขนาดของบริษัทเพียงอย่างเดียว
แล้วทำไมเรื่องที่ดำเนินการมานาน จึงเพิ่งกลายเป็นข่าวใหญ่?
หากคำขอคุ้มครองพันธุ์กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ยื่นไว้เมื่อประมาณสองปีก่อนตามข้อมูลที่มีการกล่าวถึง ก็ยิ่งควรตรวจสอบลำดับเวลาให้ชัดเจนว่า คำขอถูกยื่นเมื่อใด มีการประกาศหรือได้รับความคุ้มครองเมื่อใด และเหตุใดจึงเกิดความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วงนี้
การที่เรื่องเก่ากลับมาเป็นข่าวไม่ใช่เรื่องผิด เพราะประชาชนอาจเพิ่งได้รับทราบข้อมูลหรือมีข้อสงสัยใหม่ที่ควรได้รับคำตอบ
แต่หากมีการใช้ข้อความที่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิทธิของเกษตรกร ก็จำเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้องอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครนำเรื่องนี้มาพูด แต่ต้องถามด้วยว่า สังคมได้รับข้อมูลครบถ้วนตั้งแต่ต้นหรือไม่ และใครมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง

