“กะเพรา” พืชผักสวนครัวที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในสังคม ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา หลังมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) หยิบกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ “กะเพราแก้วจุรี” 4 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการให้เอกชนถือสิทธิในพันธุ์พืชที่เกิดจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของรัฐ รวมถึงประเด็นการแบ่งปันผลประโยชน์จากงานวิจัย
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว ประเด็นได้ขยายวงกว้างไปสู่ข้อกังวลเรื่องสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ การนำพันธุ์พืชไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนความเสี่ยงที่กะเพราสายพันธุ์ใหม่อาจผสมข้ามกับกะเพราพื้นเมือง จนเกิดคำถามว่าทรัพยากรพืชที่คนไทยคุ้นเคยจะได้รับผลกระทบหรือไม่
⦁รัฐ-เอกชนโร่แจง ตรวจสอบ
หลังประเด็นดังกล่าวถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากพ่อค้าแม่ค้าที่ปลูกและจำหน่ายกะเพรา รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ปลูกกะเพราเป็นพืชสวนครัวหลักของบ้าน จนหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจง โดยแต่ละฝ่ายให้ข้อมูลในประเด็นที่สังคมกังวล ทั้งเรื่องขอบเขตการคุ้มครองพันธุ์พืช สิทธิของเกษตรกร และที่มาของงานวิจัย
เริ่มจากฝั่งภาครัฐ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ภาคเอกชนสามารถวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อยื่นขอรับความคุ้มครองได้ โดยการจดทะเบียนกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ ไม่ได้หมายความว่าประชาชนหรือเกษตรกรจะถูกห้ามปลูกกะเพรา แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ตามที่จดทะเบียน ซึ่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ยืนยันว่าเกษตรกรยังสามารถปลูกกะเพราพันธุ์ทั่วไปและใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ
พร้อมสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบรายละเอียดการจดทะเบียนพันธุ์แก้วจุรี 01-04 ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ทั้งขั้นตอนการวิจัยและการยื่นจดทะเบียน ความแตกต่างและความคล้ายคลึงกับกะเพราพันธุ์ดั้งเดิม รวมถึงขอบเขตสิทธิตามกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรและประชาชน ซึ่งคาดว่าประชาชนจะได้รับความชัดเจนจากผลตรวจสอบจากกรมวิชาการเกษตรภายในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569
ขณะที่กรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่า ปัจจุบันมีกะเพราที่ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 จำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์แก้วจุรี 01-04 ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) และอีก 1 สายพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยการคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับสิทธิ ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย
กรมระบุว่า ประชาชนและเกษตรกรยังสามารถซื้อกะเพราทั่วไปมาปลูก เก็บใบจำหน่าย นำไปประกอบอาหารหรือแปรรูปได้ตามปกติ รวมถึงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในรอบถัดไปได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการเก็บเมล็ดไว้ใช้ปลูกต่อออกจากการนำส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตหรือจำหน่ายเชิงการค้า ซึ่งต้องอยู่ภายใต้สิทธิและเงื่อนไขการอนุญาตของผู้ทรงสิทธิ
นอกจากนี้ กรมชี้แจงว่า บริษัทเอกชนได้ยื่นขออนุญาตเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า พร้อมเสนอโครงการปรับปรุงพันธุ์ และดำเนินการแบ่งปันผลประโยชน์เข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว
ด้านซีพีแรมชี้แจงว่า กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์เกิดจากการนำกะเพราที่ใช้กันทั่วไปมาวิจัย ปรับปรุง และคัดเลือกให้ได้ลักษณะตามความต้องการของบริษัท ทั้งกลิ่นหอม รสเผ็ดเข้มข้น เจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน
บริษัทชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย โดยระบุว่าปัจจุบันมีกะเพรามากกว่า 200 สายพันธุ์ และมีผู้ประกอบการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์อย่างน้อย 8 แบรนด์ ขณะที่บริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์แก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ให้ประชาชนทั่วไป แต่ใช้ปลูกผ่านเกษตรกรในเครือข่าย เพื่อส่งผลผลิตเป็นวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานของบริษัทโดยเฉพาะ
ทั้งนี้ ก็ต้องติดตามต่อว่า ผลจากการตรวจสอบจากกรมวิชาการเกษตร จะมีการชี้แจงความถูกต้องของการจดทะเบียนและขอบเขตสิทธิของบริษัทอย่างไรบ้าง
⦁รู้จักลักษณะ‘กะเพราแก้วจุรี’
เมื่อพูดถึงลักษณะรูปลักษณ์ของ ‘กะเพราแก้วจุรี’ ว่ามีความแตกต่างพิเศษจากทั่วไปอย่างไรนั้น
หากพิจารณาจากเอกสารคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ฉบับที่ 174 สำหรับแก้วจุรี 01 และฉบับที่ 177 สำหรับแก้วจุรี 02, 03 และ 04 โดยระบุผู้ขอจดทะเบียนคือ บริษัท ซีพีแรม จำกัด และแหล่งที่มาของพันธุ์คือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ที่เผยแพร่โดยกรมวิชาการเกษตร จะพบว่า กะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด แม้จะผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์จากกะเพราพื้นเมืองรหัส CPR1 เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างทั้งความสูงของต้นและขนาดของใบ
เมื่อเปรียบเทียบลักษณะทางกายภาพ พบว่า แก้วจุรี 01 มีความสูงเฉลี่ย 69.70 เซนติเมตร เป็นพันธุ์ที่มีต้นเตี้ยที่สุดในกลุ่ม ความยาวใบเฉลี่ย 5.75 เซนติเมตร และความกว้างใบ 3.81 เซนติเมตร จัดเป็นพันธุ์ที่มีใบแคบที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 3 สายพันธุ์
ส่วนแก้วจุรี 02 มีความสูงเฉลี่ย 84.80 เซนติเมตร ใบยาวเฉลี่ย 6.20 เซนติเมตร และกว้าง 4.04 เซนติเมตร ถือเป็นพันธุ์ที่มีใบยาวที่สุดในกลุ่ม โดยมีรูปร่างใบเป็นรูปไข่
ขณะที่แก้วจุรี 03 มีความสูงเฉลี่ย 85.70 เซนติเมตร ใบยาวเฉลี่ย 5.90 เซนติเมตร และกว้างเฉลี่ย 4.09 เซนติเมตร เป็นพันธุ์ที่มีใบกว้างที่สุดในกลุ่ม ส่วนแก้วจุรี 04 มีความสูงเฉลี่ย 87.60 เซนติเมตร สูงที่สุดในบรรดาทั้ง 4 สายพันธุ์แต่มีใบสั้นที่สุด โดยมีความยาวเฉลี่ย 5.58 เซนติเมตร และกว้าง 4.01 เซนติเมตร
นอกจากความสูงและขนาดใบแล้ว เอกสารยังระบุลักษณะประจำพันธุ์ร่วมกันของกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ลักษณะต้นตั้งตรง ลำต้นสีเขียว ขอบใบหยักปานกลาง กลีบเลี้ยงสีเขียว และกลีบดอกสีขาวแกมเขียว
สำหรับที่มาของกะเพราแก้วจุรี เอกสารกรมวิชาการเกษตรระบุวิธีการคือการ นำกะเพราพื้นเมืองรหัส CPR1 มาปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีชักนำให้เพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม ก่อนคัดเลือกต้นที่มีลักษณะตามต้องการ และนำไปปลูกทดสอบในพื้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และพื้นที่บริษัทซีพีแรม จังหวัดปทุมธานี ในช่วงเดือนเมษายน-กันยายน 2565
ทั้งนี้ ข้อมูลความสูงและขนาดใบเป็นลักษณะประจำพันธุ์ที่ใช้แสดงความแตกต่างทางกายภาพ ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่าพันธุ์ใดให้ผลผลิตมากกว่า มีกลิ่นหอมกว่า หรือมีรสชาติดีกว่าอีกพันธุ์หนึ่ง โดยคุณสมบัติเหล่านั้นจำเป็นต้องพิจารณาจากผลการทดสอบเฉพาะด้านเพิ่มเติม
⦁แกะความต่างกะเพรา แก้วจุรี-พันธุ์ตลาด
ทางด้านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า กะเพราที่จำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ทั่วไปในตลาดมีหลายสายพันธุ์ อาทิ พันธุ์ 034 ซึ่งมีใบขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับปลูกเป็นผักสวนครัว และพันธุ์ 059 ซึ่งมีใบขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับร้านอาหารและการนำไปประกอบเมนูผัดกะเพรา
ขณะที่กะเพรากลุ่มแก้วจุรี 01-04 เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท ซีพีแรม จำกัด โดยบริษัทเป็นผู้ลงทุนวิจัยและพัฒนา 100% มีลักษณะเด่นคือใบ ก้าน และลำต้นมีสีม่วงปน รวมถึงมีกลิ่นและรสเฉพาะที่พัฒนาขึ้นให้เหมาะกับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง ปัจจุบันบริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั้ง 4 สายพันธุ์ในตลาดทั่วไป แต่ใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอาหารของบริษัท
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชมาศระบุว่า ส่วนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีผลงานพัฒนากะเพราของตนเองเช่นกัน คือสายพันธุ์ KU 034-C8-24 ซึ่งพัฒนาจากกะเพราพื้นเมืองรหัส 034 และยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชเมื่อปี 2567 มีลักษณะใบสีเขียวล้วน ใบหนาใหญ่ มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อนจัดจ้าน ปัจจุบันเหลือต้นพันธุ์อยู่ภายในศูนย์วิจัยฯ เพียง 1 ต้น โดยศูนย์ไม่ได้พัฒนาสายพันธุ์นี้ต่อ แต่ยังเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้เพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ความแตกต่างของกะเพราแต่ละสายพันธุ์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ขนาดใบ แต่ยังครอบคลุมถึงสี กลิ่น รสชาติ และวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ การพัฒนากะเพราแก้วจุรีจึงเป็นการคัดเลือกสายพันธุ์ให้ตอบโจทย์วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่ากะเพราสายพันธุ์ทั่วไปที่เกษตรกรปลูกและจำหน่ายอยู่เดิมมีคุณภาพด้อยกว่า หรือไม่เหมาะสำหรับนำมาประกอบอาหาร
⦁ยันโอกาสผสมข้ามพันธุ์มีน้อย
สำหรับข้อกังวลของสังคมว่า กะเพราสายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชอาจผสมข้ามกับกะเพราพื้นเมืองจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์นั้น ผศ.ดร.ชัชมาศชี้แจงว่า โอกาสเกิดขึ้นมีน้อยมาก โดยจากการทดลองผสมพันธุ์ทั้งในห้องปฏิบัติการและแปลงทดลอง ยังไม่สามารถทำให้เกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ดังกล่าวได้ อีกทั้งกะเพรากลุ่มนี้ยังติดเมล็ดได้ยาก จึงยังไม่พบปรากฏการณ์ตามข้อกังวล ทั้งนี้
ศูนย์วิจัยฯอยู่ระหว่างพัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์ KU 034-C8-24 แบบไม่อาศัยเพศด้วยวิธีปักชำ เพื่อเตรียมขยายต้นพันธุ์ให้เกษตรกรและประชาชนทดลองปลูก
ยังยืนยันว่า การดำเนินงานของศูนย์วิจัยฯ ไม่ได้มุ่งสนับสนุนภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปด้วย โดยปัจจุบันศูนย์ฯรวบรวมและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์กะเพราไว้ 135 สายพันธุ์ แบ่งเป็นการเก็บรักษาในห้องเย็นระยะสั้น 5-10 ปี และระยะกลาง 15-20 ปี นอกจากนี้ ยังมีเมล็ดพันธุ์พืชผักอีกกว่า 40 ชนิด อาทิ พริก มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว และฟักทอง โดยมีเมล็ดพันธุ์พืชผักที่เก็บรักษาไว้รวมกว่า 14,000 รายการ
ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยฯเตรียมเผยแพร่กะเพราสายพันธุ์ใหม่ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช พร้อมจัดทำคู่มือการปลูกกะเพราอย่างละเอียด เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ของศูนย์ฯ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ โดยยืนยันว่าการดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการด้านทรัพย์สินทางปัญญา
ส่วนความร่วมมือวิจัยกับบริษัท ซีพีแรม ผศ.ดร.ชัชมาศระบุว่า ประโยชน์ที่ศูนย์วิจัยฯได้รับอยู่ในรูปขององค์ความรู้และข้อมูลจากการทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีผลตอบแทนเชิงธุรกิจหรือการแบ่งผลประโยชน์ให้แก่ศูนย์ฯ สำหรับรายละเอียดงบประมาณการวิจัยไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลความลับทางการค้าระหว่างมหาวิทยาลัยกับบริษัทเอกชน โดยศูนย์วิจัยฯมีหน้าที่พัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์ให้ตรงตามโจทย์ที่กำหนด ก่อนส่งมอบเมล็ดพันธุ์ตามข้อตกลงความร่วมมือ
ไม่รู้ว่าสุดท้ายข้อสรุปจะเป็นอย่างไร…
แต่คนไทยต้องปลูกกะเพรากินได้อย่างสบายใจ!!
ทีมข่าวเศรษฐกิจ

