หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ลั่นไ...

เอกนิติ ลั่นไม่ขยายเพดานหนี้ฯเกิน 70% ยึดวินัยคลังกู้ศก. กางแผนกู้ 2 แสนล้าน ลุยพลังงานสะอาด

4.11.26 | 15:51 น.

เอกนิติ ลั่นไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% ยึดวินัยการคลังกู้ศก.-ดันจีดีพีโตทะลุ 3% กางแผนกู้ 2 แสนล้านลุยพลังงานสะอาด

เอกนิติ หวังพลิกฟื้นศก.สู่ตัว V-ยึดเพดานหนี้ 70%

ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาหัวข้อ Thailand’s Path to High-Income Status เส้นทางไทยสู่ประเทศรายได้สูง ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวในลักษณะ K-Shaped รัฐบาลจึงมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจให้เป็นแบบตัว V เพื่อดึงกลุ่มฐานรากให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่า 3% ในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และนำพาอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลก จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับที่ 26


นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงยึดมั่นในวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อทำหน้าที่เป็นแนวรับที่มั่นคงของประเทศ โดยผลการปิดปีงบประมาณล่าสุดสามารถปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงมาอยู่ที่ 3.4% ของจีดีพี จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.4% ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นสู่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ขณะที่ต้นทุนการกู้เงินระยะ 10 ปีของรัฐบาลไทยอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 2% ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกาที่ 5% อินโดนีเซียเกือบ 8% มาเลเซีย 4% และสิงคโปร์ 2.5% พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% อย่างเด็ดขาด โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 68.61% ต่อจีดีพี

ดึงลงทุนรับเวทีไอเอ็มเอฟ-เปิดแผนปฏิรูปคลัง ‘STI-DEE’

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย ประเทศไทยจะต้องฉวยจังหวะจากโอกาสที่สปอตไลต์ส่องกลับมายังประเทศไทย หลังจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group 2026) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มาเป็นกลไกเพิ่มศักยภาพการดึงนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการทำงานควบคู่กับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนจริง

นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมการปฏิรูปองค์กรเพื่อเป็นหน่วยงานต้นแบบภายใต้ยุทธศาสตร์ “สติ ดี หรือ STI-DEE“ ซึ่งประกอบด้วย STI คือ การสร้างเสถียรภาพ (Stabilize Today) การช่วยประชาชนเปลี่ยนผ่าน (Transition) และการเร่งการลงทุน (Invest) ควบคู่ไปกับ DEE คือ การเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลัง 5 ปีเพื่อความโปร่งใส (Disclosure) การนำระบบดิจิทัลมาให้บริการเพื่อให้ประชาชนติดต่อรัฐได้ง่าย (Easy) และการมุ่งเน้นภารกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency & Effectiveness)

Advertisement

งัด พ.ร.ก. 2 แสนล้าน ลุย 3 เสาหลัก-ดันโซลาร์ประชาชน

นายเอกนิติ กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 200,000 ล้านบาทนั้น รัฐบาลจะนำไปใช้ในการเปลี่ยนผ่าน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่ 1. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไฟฟ้า โดยจะใช้เม็ดเงิน 50,000 ล้านบาท สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน พร้อมเปิดระบบรับซื้อไฟคืน และลงทุนระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) รวมถึงการเปลี่ยนสมาร์ทมิเตอร์ อีกกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับพลังงานสะอาด

นายเอกนิติ กล่าวว่า 2.การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนและภาคขนส่งหันมาใช้น้ำมันเอทานอล (E20) และไบโอดีเซล (B20) ที่ผลิตจากพืชผลการเกษตรภายในประเทศ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม โดยมีแนวคิดผลักดันให้รถกระบะในภาคขนส่งหันมาใช้น้ำมัน B20 เพิ่มมากขึ้น และ 3. การพัฒนาทุนมนุษย์ โดยจะยกระดับทักษะแรงงานกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี จำนวนราว 6 ล้านคน ผ่านการฝึกอบรมร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน เพื่อรองรับการติดตั้งบำรุงรักษาแผงโซลาร์เซลล์และแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

เบรกเก็บภาษีออกนอกประเทศ-ลุยรีดภาษีขั้นต่ำสากล

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของนโยบายด้านภาษี ที่รัฐบาลมีการชะลอการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศนั้น เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับสูงส่งผลให้สายการบินต้องปรับราคาตั๋วโดยสารขึ้นไปแล้ว หากมีการปรับภาษีดังกล่าวเพิ่มเติมจะเป็นการซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการโดยชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและรักษาการจ้างงานในภาพรวมไว้ก่อน

นายเอกนิติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะมุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีที่สร้างความเป็นธรรม อาทิ การเก็บภาษีขั้นต่ำสากล (Global Minimum Tax) ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นราว 10,000 ล้านบาท รวมถึงการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (REEV) ในอัตรา 35% เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตในประเทศตั้งแต่กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบเป็นรถยนต์ และยังเป็นการดึงดูดให้ผู้ผลิตยานยนต์ต่างชาติหันมาลงทุนหรือขยายการลงทุนเพิ่มในประเทศไทย