หน้าแรก เศรษฐกิจ พาณิชย์ เดินห...

พาณิชย์ เดินหน้ายกเครื่องข้าวไทย ชูคุณภาพ-นวัตกรรม-สร้างมูลค่า รับมือแข่งขันโลก

5.11.26 | 18:03 น.

รัฐบาลตื่นตัว’ความมั่นคงทางอาหาร’ สั่ง 4 กระทรวงทำแผนงานยุทธศาสตร์ เพิ่มผลิต ขยายตลาด สร้างมูลค่า นำร่องข้าวไทย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ข้าว เป็นสินค้าเกษตรยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การส่งออก และรายได้ของเกษตรกร โดยเป้าหมายการพัฒนาข้าวไทย ต้องไม่เฉพาะการเพิ่มปริมาณส่งออก แต่ต้องรวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มและทำให้ชาวนาได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีรายได้มั่นคง ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลกและความเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศคู่ค้า กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการดูแลตลาดในระยะสั้น ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพข้าวไทยในระยะยาว

สำหรับ ข้าว เกี่ยวข้องกับครัวเรือนผู้ปลูกข้าวประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 60 % ของครัวเรือน เกษตรกรทั้งหมด อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3.1 ล้านครัวเรือน ภาคเหนือ 1.04 ล้านครัวเรือน ภาคกลาง 4.1 แสนครัวเรือน และภาคใต้ 5.8 หมื่นครัวเรือน โดยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวรวม 73.82 ล้านไร่ แบ่งเป็นนาปี 61.18 ล้านไร่ และนาปรัง 12.64 ล้านไร่ รองรับทั้งการส่งออกและความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจโรงสี แปรรูป การค้า และบริการ


โดยตลาดข้าวสารบรรจุถุงมีมูลค่าประมาณ 66,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็ง ด้านความหลากหลาย ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว และข้าวพื้นเมือง รวมถึงข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มี 24 รายการ ครอบคลุม 30 จังหวัด การพัฒนาข้าวไทยต้องดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน โดยดูแลรายได้ชาวนา พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในอนาคต เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการส่งออกข้าวให้ได้มากขึ้น แต่ต้องช่วยชาวนาให้ผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ได้รับราคาที่เหมาะสม และมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เพื่อให้ชาวนาไทยกว่า 4.6 ล้านครัวเรือนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตข้าวเฉลี่ย 456 กิโลกรัมต่อไร่ เทียบกับจีน 1,146 กิโลกรัมต่อไร่ เวียดนาม 979 กิโลกรัมต่อไร่ อินเดีย 704 กิโลกรัมต่อไร่ และเวียดนาม 979 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ ความแตกต่างดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากพันธุ์ข้าว ระบบชลประทาน และสภาพพื้นที่ สำหรับราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยในเดือนตุลาคม 2569 พบว่า สูงกว่าอินเดียประมาณร้อยละ 21 สูงกว่าเวียดนามและปากีสถานประมาณร้อยละ 12 สะท้อนถึงความสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารต้นทุนการผลิต โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินโครงการ Sandbox ข้าวไทย บนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ โดยใช้พันธุ์ข้าวผลผลิตสูง กข113 และ กข85 ส่งเสริมข้าวคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ และการจัดการน้ำ ซึ่งคาดว่ามีศักยภาพให้ผลผลิต 1.4 – 1.5 ตันต่อไร่ภายใต้สภาพการผลิตที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและรายได้ที่เกษตรกรได้รับ

” แม้การแข่งขันในตลาดข้าวโลก เพิ่มขึ้นจากการกลับมาส่งออกของอินเดียที่มีสต๊อกข้าวจำนวนมาก การส่งเสริมการผลิตข้าวในประเทศของอินโดนีเซีย ตลอดจนความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุน โลจิสติกส์ มีผลต่อปริมาณส่งออกข้าวไทยชะลอตัว ส่งผลให้ 9 เดือนแรก2569 ไทยส่งออก 4.99 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 94,900 ล้านบาท

Advertisement

จากราคาข้าวไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า เช่น ข้าวขาว 5% จากราคาเฉลี่ย 335 เป็น 470 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน และข้าวหอมมะลิที่อยู่ในระดับสูงกว่า 1,035 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ขณะเดียวกัน ราคาข้าวเปลือกเจ้า(ความชื้น 15% ) เกษตรกรขายได้เพิ่มขึ้นจาก 6,600 บาทต่อตัน เป็น 9,500 บาท ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ (ความชื้น15%) จาก 14,700 บาทต่อตัน เป็น 16,350 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 44% และ 11% ตามลำดับ

เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศมีแผนผลักดันหาตลาดใหม่รองรับ เพื่อดันทั้งปีนี้ส่งออกได้ 7 ล้านตันตามเป้าหมาย ” นายพูนพงษ์กล่าว และว่า ตลาดที่มีแนวโน้มนำเข้าข้าวไทย เติบโตโดดเด่น ได้แก่ ฟิลิปปินส์ นำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น 262% และมาเลเซีย นำเข้าเพิ่ม 155 % ตลาดเอเชียจึงขยายตัว 13.25% มีปริมาณ 1.71 ล้านตัน ส่วนแอฟริกา เช่น คองโก เพิ่ม 63.81% โมซัมบิกเพิ่ม2.2%

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและดูแลรายได้เกษตรกร ผ่านมาตรการรักษาเสถียรภาพและยกระดับข้าวปีการผลิต 2569/70 ควบคู่กับมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” ตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) แบ่งเป็น 2 ระยะ มาตรการระยะสั้น 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก 2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม 3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก 4.โครงการการดูดซับข้าวเปลือก เพื่อช่วยรักษาสมดุลตลาดและเสถียรภาพราคา ส่วนมาตรการระยะยาว ได้แก่ 1.โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มมูลค่าข้าวไทย นอกจากนี้ กรมจัดจุดรับซื้อข้าวเปลือกในราคานำตลาดและการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศเร่งขยายตลาดส่งออก

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาข้าวไทยในระยะต่อไป ควรมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กับการสร้างมูลค่า โดยใช้จุดแข็ง ด้านคุณภาพ ความหลากหลาย และอัตลักษณ์ของข้าวไทย รวมทั้งส่งเสริมข้าวมูลค่าสูง ทั้งข้าวรักษ์โลก ข้าวเพื่อสุขภาพ และข้าวอัตลักษณ์ ผ่านแนวทางข้าวประณีต ที่พัฒนาคุณภาพตั้งแต่พันธุ์ การผลิต การสีและแปรรูป ไปจนถึงมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ แบรนด์ และการตลาด พร้อมต่อยอดสู่ New Rice Economy หรือเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ พร้อมการนำ Big Data และ AI มาใช้วิเคราะห์และบริหารจัดการข้าวไทย ให้มีความแม่นยำและเป็นเชิงรุกมากขึ้น

นายวิทยากร มณีเนตร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งกำหนดแนวทางจัดทำแผนงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร โดยบูรณาการกระทรวงที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีเป้าหมาย เพื่อเพิ่มผลิตภาพและความมั่นคงของการผลิตอาหาร ลดการสูญเสีย และยกระดับคุณภาพมาตรฐาน เชื่อมโยงตลาดและเพิ่มการเข้าถึงอาหาร ตลอดจนผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาหารของภูมิภาคและโลก โดยจะมีข้าวเป็นหนึ่งในสินค้านำร่อง เพื่อเชื่อมโยงการเพิ่มรายได้เกษตรกร การเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ และการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยร่วมกันระหว่างสำนักงบประมาณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์

ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวพาณิชย์ กล่าวว่า ในระดับพื้นที่กระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวและมีผลผลิตข้าวนาปีออกมากในขณะนี้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณ รวมทั้งรายงานสถานการณ์มายังส่วนกลางเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ยังให้สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดตรวจสอบการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรชาวนา ว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยเฉพาะ1.การแสดงราคารับซื้อ ต้องปิดป้ายราคาหน้าสถานประกอบการและจุดรับซื้อ 2. การหักความชื้นต้องหักตามอัตราที่กฎหมายกำหนดและหักตามความชื้นจริง 3.การหักสิ่งเจือปน หักได้เฉพาะส่วนที่เกิน 2% และไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และ 4.การใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้นที่มีมาตรฐานและผ่านการตรวจสอบให้คำรับรองแล้ว