สนค. ถอดบทเรียนเอลนีโญ 3 รอบ กระทบต่อ 5 หมวดสินค้า ราคาเคลื่อนไหวต่างกัน
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญสร้างความไม่แน่นอนและความผันผวนต่อปริมาณผลผลิตการเกษตร ทั้งจาก การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนและอุณหภูมิที่กระทบต่ออัตราผลผลิตต่อไร่ และช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาดในแต่ละพื้นที่คลาดเคลื่อนไปจากปกติ สนค. จึงได้วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มสินค้าอาหารสำคัญ เพื่อถอดบทเรียนจากเอลนีโญที่ผ่านมา
โดยวิเคราะห์ข้อมูลจำแนกตามชนิดสินค้า ช่วงเวลา และบริบทของตลาดการศึกษาครอบคลุมสินค้าอาหาร 5 หมวด ได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด ในช่วงเอลนีโญ 3 รอบ คือ ปี 2558-2559 ปี 2561-2562 และปี 2566-2567 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อรายหมวดในช่วงเกิดเอลนีโญและช่วงหลังจากนั้นตามกรอบการศึกษา พบข้อค้นพบสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
ประการแรก สินค้าอาหารไม่ได้ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน แม้เผชิญสภาพภูมิอากาศในช่วงเวลาเดียวกัน โดยในทั้ง 3 รอบที่ศึกษา ไม่พบรอบใดที่สินค้าทั้ง 5 หมวดมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเป็นบวกพร้อมกัน อาทิ ช่วงเอลนีโญ ปี 2561-2562 ข้าวและเนื้อสัตว์มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยร้อยละ 5.3 และ 6.4 ตามลำดับ ขณะที่ผลไม้สดมีค่าเฉลี่ยติดลบร้อยละ 1.6 สะท้อนว่า ต้องพิจารณาปัจจัยเฉพาะของสินค้า ทั้งปริมาณผลผลิต ฤดูกาล ต้นทุน และความต้องการของตลาด
ประการที่สอง อัตราเงินเฟ้อของสินค้าหมวดเดียวกันมีทิศทางแตกต่างกันในแต่ละรอบ อาทิ อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยหมวดเนื้อสัตว์อยู่ที่ร้อยละ 6.4 ในรอบปี 2561-2562 แต่ติดลบร้อยละ 15.3 ในรอบปี 2566-2567 ส่วนหมวดไข่มีค่าเฉลี่ยติดลบร้อยละ 3.1 ในรอบปี 2558-2559 และเป็นบวกร้อยละ 6.4 ในรอบปี 2566-2567 ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไม่ควรนำประสบการณ์จากรอบใดรอบหนึ่งมาคาดการณ์ราคาสินค้าในรอบถัดไป
ประการที่สาม การติดตามไม่ควรสิ้นสุดพร้อมปรากฏการณ์เอลนีโญ เพราะสินค้าบางหมวดมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องในภายหลัง ตัวอย่างเช่น ในรอบปี 2561-2562 หมวดข้าวมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยร้อยละ 5.3 ในช่วงเอลนีโญ ก่อนเพิ่มเป็นเฉลี่ยร้อยละ 9.4 ในช่วงหลัง ขณะที่หมวดไข่ในรอบปี 2558-2559 เปลี่ยนจากเฉลี่ยติดลบร้อยละ 3.1 เป็นบวกร้อยละ 8.1 ในช่วงหลัง จึงควรติดตามผลผลิตและภาวะตลาดอย่างต่อเนื่อง แม้สภาพภูมิอากาศจะเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สนค. ย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อสินค้าอาหารเกิดจากหลายปัจจัย ผลการศึกษาจึงไม่ได้ชี้ว่าเอลนีโญเป็นสาเหตุโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงราคา แต่ช่วยระบุลักษณะและช่วงเวลาที่ควรเฝ้าระวัง โดยต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ทั้งปริมาณน้ำต้นทุน ระบบชลประทาน ผลผลิต ต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด
จากผลวิเคราะห์ดังกล่าว สนค. เสนอให้เปลี่ยนแนวทางจากการติดตามความเคลื่อนไหวของราคาภายหลัง ไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนล่วงหน้า โดยเชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์อากาศ ปริมาณฝนและน้ำต้นทุน พื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต สต๊อกสินค้า ต้นทุน ราคา และสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและพื้นที่เป็นรายกรณี สนับสนุนการเตรียมมาตรการให้เหมาะกับช่วงเวลาของการผลิต และการจำหน่าย
ในระยะเริ่มต้น สนค. เสนอให้ความสำคัญกับการติดตามสินค้าเกษตร 6 ชนิด โดยพิจารณาบทบาทในห่วงโซ่อุปทานและลักษณะตลาด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เชื่อมโยงกับต้นทุนอาหาร ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน โดยข้าวเป็นอาหารหลัก ของครัวเรือน ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์และไข่ ส่วนปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันบริโภคและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป จึงควรติดตามผลผลิต สต๊อก ความต้องการใช้ และต้นทุนตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้การวางแผนจัดหาและกระจายสินค้าเป็นไปอย่างสมดุล รวมทั้งช่วยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าอาหารที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มที่เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ ได้แก่ มันสำปะหลัง ยางพารา และทุเรียน โดยให้ความสำคัญกับการติดตามผลผลิตและความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การบริหารจัดการผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาด คุณภาพ และมาตรฐานสินค้า ตลอดจนโอกาสในการแปรรูปและกระจายตลาด เพื่อสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพราคา และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย รวมทั้งเตรียมพร้อมในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์
สำหรับเกษตรกร ควรใช้ข้อมูลสภาพอากาศและน้ำต้นทุนในพื้นที่ประกอบการกำหนดช่วงเพาะปลูก และ การบริหารผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและลดการกระจุกตัวของผลผลิต ขณะที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวสนับสนุนคำแนะนำเฉพาะพื้นที่และช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม
สำหรับผู้ประกอบการ โรงสี ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ควรวางแผนการจัดหาวัตถุดิบ บริหารสต๊อก และกระจายแหล่งจัดซื้อให้สอดคล้องกับปฏิทินผลผลิต ส่วนผู้ส่งออกควรติดตามแนวโน้มผลผลิตของคู่แข่งและความต้องการในตลาดปลายทาง เพื่อบริหารคำสั่งซื้อ การส่งมอบ และโอกาสทางการค้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประชาชน การติดตามข้อมูลราคาสินค้าจำเป็นจากกรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ จะช่วยประกอบการเลือกซื้อสินค้า เปรียบเทียบราคา และวางแผนค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม โดยไม่มีความจำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุนสินค้า
“บทเรียนจากเอลนีโญ 3 รอบที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า สินค้าเกษตรแต่ละชนิดมีปัจจัยและจังหวะการเปลี่ยนแปลงของราคาแตกต่างกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่า ราคาสินค้าทุกชนิดจะปรับตัวขึ้นหรือลงไปในทิศทางเดียวกัน แต่ควรนำข้อมูลเชิงลึกมาใช้ให้ถูกสินค้า ถูกพื้นที่ และถูกเวลา หากเราติดตามสัญญาณเตือนอย่างเป็นระบบและวางแผนตั้งแต่ต้นน้ำ จะช่วยให้เกษตรกรบริหารการผลิตได้ตรงจุด ผู้ประกอบการจัดการวัตถุดิบ และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจบริโภคอย่างมั่นใจมากขึ้น” นายนันทพงษ์ กล่าว


