กระทรวงพาณิชย์ แนะ 5 ข้อแนวทาง รับมือเหตุไม่คาดคิด ย้ำซื้อเสบียงแค่เตรียมพร้อม
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในหลายมิติ ทั้งความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเหตุขัดข้องของระบบสาธารณูปโภค ส่งผลให้หลายประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น จนอาจทำให้บางส่วนเข้าใจว่า เป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตร้ายแรง แต่มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางมาตรฐานในการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะแรกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เร่งกักตุนสินค้าแต่อย่างใด
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวทางการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินได้รับความสำคัญมากขึ้นในหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งแผนของแต่ละประเทศมีการเผยแพร่ต่างช่วงเวลากัน สะท้อนว่าการสำรองสิ่งของจำเป็นเป็นมาตรการเชิงป้องกันตามปกติสำหรับรับมือวิกฤตหลากหลายรูปแบบ เปรียบเทียบกับประเทศไทย เราถือว่า มีความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในฐานะแหล่งผลิตอาหารสำคัญ ทั้งข้าว พืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และสัตว์น้ำ ประกอบกับภาครัฐพัฒนาภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหารอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเสี่ยงต่ำต่อภาวะขาดแคลนอาหาร อีกทั้งไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคด้วย
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การสำรองสินค้าจำเป็นอย่างพอดีถือเป็นการวางแผนทางการเงินและการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ครัวเรือนรับมือกับเหตุไม่คาดคิดในเบื้องต้น ลดค่าใช้จ่ายแฝงในช่วงที่สินค้าบางรายการตึงตัวและราคาสูงขึ้นชั่วคราว รวมถึงลดการพึ่งพาสินเชื่อระยะสั้นกรณีรายได้หยุดชะงักจากการเดินทางไม่ได้หรือต้องหยุดกิจการชั่วคราว ทั้งยังส่งผลบวกต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหากครัวเรือนดูแลตนเองได้ในช่วงแรก และช่วยให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและพื้นที่เสียหายรุนแรงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
“การสำรองสินค้าอย่างพอดีคือ การซื้อสินค้าจำเป็นในปริมาณที่สอดคล้องกับจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการซื้ออย่างตื่นตระหนก (Panic Buying) ที่นำไปสู่การกักตุนเกินความจำเป็น ส่งผลให้ความต้องการซื้อพุ่งขึ้นฉับพลันและกระจุกตัวในช่วงเวลาเดียวกัน จนเกิดความไม่สมดุลกับปริมาณสินค้าคงคลัง รบกวนกลไกตลาด และเพิ่มแรงกดดันต่อระบบขนส่ง การเติมสินค้าหน้าร้าน และระดับราคา ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ผู้ที่มีความจำเป็นจริงเข้าถึงสินค้าได้ยากขึ้น” นายนันทพงษ์ กล่าว
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนะนำแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อ ที่ช่วยให้ทุกครัวเรือนเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดคิดได้อย่างมั่นใจ ได้แก่ 1.สำรวจสิ่งของจำเป็นในบ้าน อาทิ น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของใช้ส่วนบุคคล ยาประจำตัว และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ให้ครอบคลุมสมาชิกทุกคนในครัวเรือนและสัตว์เลี้ยง 2.ทยอยซื้อสินค้าสำรองอย่างมีแผน เน้นที่เก็บรักษาได้นานและทยอยสำรองตามกำลังซื้อ 3.บริหารและหมุนเวียนสินค้าผ่านการตรวจสอบวันหมดอายุ 4.ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะประกาศแจ้งเตือนภัย รวมถึงคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 5.เตรียมพร้อมตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ อาทิ จดบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน เก็บเอกสารสำคัญในที่ปลอดภัยและกันน้ำ เตรียมเงินสดสำรองกรณีระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือการสื่อสารขัดข้อง วางแผนเส้นทางอพยพและจุดพักพิงล่วงหน้า





