หน้าแรก บันเทิง เป็กกี้ เผยเล...

เป็กกี้ เผยเลิกเครียดแล้ว อโหสิกรรมอดีตสามี พร้อมเดินหน้าสู้คดีฟ้องแบ่งทรัพย์สิน

10.08.26 | 14:59 น.

‘เป็กกี้’ เผยเลิกเครียดแล้ว อโหสิกรรมอดีตสามี ตัดขาดกันอย่างสมบูรณ์ พร้อมเดินหน้าสู้คดีฟ้องแบ่งทรัพย์สิน


หลังจากที่ พิธีกรชื่อดัง เป็กกี้ ศรีธัญญา ออกมาเปิดเผยเรื่องราวผ่านสื่อว่า อดีตสามีได้ยื่นฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สิน จนต้องต่อสู้กันในชั้นศาลมานานกว่า 8 เดือน ล่าสุด “เป็กกี้” มาร่วมงานประกาศรางวัลนาคราช ครั้งที่ 8 ประจำปี 2569 พร้อมเปิดใจถึงความคืบหน้าของคดี รวมถึงเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่เผชิญความเครียดอย่างหนักจนเกิดอาการแพนิค ก่อนจะค่อยๆ กลับมาดูแลตัวเองและเดินหน้าต่อ

“ตอนนี้8-9 เดือนแล้วตั้งแต่ไปเจอกัน ตั้งแต่วันรับหมายศาล ก็ไปนัดแรกคือไกล่เกลี่ยกันไม่ลงตัวด้วยตัวเงิน สำหรับเรารู้สึกว่าแอบสูง คือไม่ใช่อาจสูงไปนิด แต่อาจสูงไปเยอะมาก ก็เลยรู้สึกว่าไม่ไหว ก็เลยดำเนินคดีแล้วกัน ก็ดำเนินตามขั้นตอนการฟ้องร้อง ขั้นตอนการฟ้องร้องมันจะมีตัวตั้งของทรัพย์ทั้งหมดว่าเขาจะตั้งมาที่เท่าไหร่ แล้วเขาตั้งมาค่อนข้างสูง ศาลก็ให้วางเงินศาล เพราะคดีมันไม่มีเหตุให้เป็นการฟ้องแล้ว คือเดิมทีมันฟ้องไม่ได้อยู่แล้ว เพราะถ้าฟ้องมันต้องวางเงินที่ศาล แล้วหลังจากนั้นเขาก็บอกว่าไม่สะดวกวางเงิน เขาก็เลยจะไม่วางเงินศาล ทำการผลัดศาลมาหนึ่งนัด พอนัดที่สองก็ยังไม่วาง ผลัดมาอีกหนึ่งนัด จนถึงรอบล่าสุดศาลก็บอกว่าไม่สามารถผ่อนผันได้แล้ว ก็ต้องเอาเงินมาวางศาล ทางโจทย์ก็บอกว่าไม่สะดวกวาง ขอผ่อนได้ไหม ศาลบอกว่าขอผ่อนไม่ได้ ต้องวางเงินศาลถึงจะดำเนินคดีได้ จริงๆควรจะจบตั้งแต่นัดนั้นแล้ว แต่ว่าศาลท่านก็มีเมตตา ศาลท่านต่อเวลาอีก 10 วัน ทีนี้หลัง 10 วันเจอกันอีกนัดหนึ่ง เขาก็เอาเงินมาวางศาลแล้วก็เข้าสู่การดำเนินการต่อสู้ ดำเนินคดีแล้วก็นัดสืบพยานเดือนมกราคม ปี70”

ค่าธรรมเนียมศาล คือศาลจะเรียกจากเงิน ตามมูลค่าที่เขาเรียกทรัพย์มา คือเขาเรียกจากเราหลาย 10ล้านเหรอ?
“ก็ (หัวเราะ) ขอไม่พูดตัวเงินแล้วกัน เพราะว่าทนายบอกว่าห้ามพูดตัวเงิน จำนวนเงินมันมีรูปของคดี ไม่พูด ตัวเงินก็สูง สำหรับเป๊กว่ามันสูงมาก”

Advertisement

ตอนที่เขาบอกตัวเลขมาเราเป็นยังไง?
”ตลก รู้สึกว่าโอ้โห เยอะขนาดนี้เลยเหรอ เพราะว่าถ้าฟ้องกัน แล้วได้เงินเยอะแบบนั้นจริงๆ ก็คือ ณ ตอนนี้คนทำบัตรคิว คนก็คงอยากจะมาเป็นแฟนเป็กกี้กันหมด เพราะว่าเป็นเป็นแฟนเราได้เงินเยอะ”

ค่าธรรมเนียมศาลมันสูงจนไม่สามารถเอาไปวางได้จนขอเลื่อนศาลเลยเหรอ?
“จริงๆ สำหรับเป็กว่าว่ามันก็สูง แต่สำหรับเป็กก็น่าจะวางได้”

เหตุผลที่เขาไม่สามารถเอาไปวางศาลได้ เขาให้เหตุผลว่าอะไร?
“ตอนแรกเขายื่นกับศาล สิ่งที่โจทก์บอก บอกว่าโจทก์ขาดทุนทรัพย์”

เรารู้สึกยังไง?
“ก็รู้สึกว่าไม่หวัง ก็ดี จะได้จบๆ กันไป แต่สุดท้ายเขาก็หาเงินมาวางได้“

สิ่งที่เครียดที่สุดคืออะไร?
“ตอนนี้หนูเลยความเครียดมาไกลมากแล้ว ตอนแรกเครียดมาก โคตรเครียด เครียดสุดๆ ไม่รู้จะเอายังไงดี ผิดหวัง เสียใจหลายอย่างมากเลย แต่ตอนนี้ถามว่าเครียดไหม หนูไม่เครียดแล้ว หนูคิดว่ามันเป็นเรื่องประจำวันในชีวิตที่ต้องรับมือ แล้วก็ต้องฝ่าฟันให้มันดีที่สุดสำหรับเรา ไม่ว่าผลจะออกมา เราจะแพ้หรือชนะ ถ้าเราชนะเราก็ยินดี แต่ถ้าเกิดเราแพ้เราก็ว่ากันไปตามนั้น ตามกระบวนการ แต่สุดท้ายเราก็สู้กันให้มันสิ้นสงสัยไปซะก็ดี จะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นข้อสงสัยต่อกัน ตอนนี้ก็ไม่เครียดอะไรแล้ว แล้วก็ตอนนี้ไม่ได้กังวลอะไรเลย จิตแจ่มใสมากแล้ว”

เราผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง?
“ยากค่ะ ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าค่อนข้างยากมากๆ มีความไม่สบายเข้ามาด้วย เพราะว่าตอนแรกไปคิดว่าเป๋ จะรับมือกับเรื่องนี้ไหว แต่สุดท้ายกลายเป็นว่ารับมือกับเรื่องนี้ไม่ไหวและไม่รู้ตัว แล้วก็จนรู้ตัวอีกทีเราก็ไม่สบายแล้ว เราเป็นแพนิคแบบรุนแรง รู้ตัวอีกทีคือรุนแรงแล้ว อยู่ดีๆ ก็กังวลขึ้นลิฟต์ที่แคบ เพราะกังวลไปทำผม ย้อมผม เวลาเอายาย้อมผมทาก็รู้สึกกังวลในใจ คิดอย่างเดียวว่าจะตายแล้ว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ตาย ต้องบอกว่าโรคแพนิคมันเป็นโรคที่น่ารำคาญและทรมานมาก สุดท้ายพี่ส้มคุยแซ่บก็แนะนำนักจิต แล้วได้โทรคุยกับนักจิตทุกวัน วันละชั่วโมง ก็ค่อยๆ ลดทอนไปเรื่อยๆ เพราะว่าเป็กไม่อยากกินยา เพราะว่ารู้สึกอาชีพเราต้องใช้สมอง ใช้ความสุขมากกว่า กลัวว่ากินยาแล้วมันจะช้า และมีโอกาสได้เจอน้องชาล็อตต ออสติน แล้วน้องชาล็อตเขาก็เป็นแพนิค ก็ถามชาล็อตได้ทานยาไหม เขาบอกว่าเขาไปหาคุณหมอแล้วทานยา เป็กอยากรู้ว่าการทานยาแพนิคมันช้าไหมล่ะ ชาล็อตหันมาตอบ ก็ทำให้เป็กมั่นใจว่าเป็กจะไม่กินยา เพราะว่าชาล็อตตอบว่า ก็ไม่ช้านะคะพี่ แต่กว่าจะหันมาได้หลายวิ เราก็เลยเอามือทาบอกว่ามันไม่น่าจะดีสำหรับเราแล้ว นอกจากพบนักจิตแล้วก็นั่งสมาธิ สวดมนต์ ออกกำลังกายด้วย”

เริ่มเป็นตอนไหน?
“ตอนเลิกยังไม่เป็น แต่หลังจากนั้นประมาณสามเดือนสี่เดือนเราเริ่มมีความกังวล แต่พอเรารักษาก็ดีขึ้น เหมือนเราหลุดจากความเครียดนั้นเลย อยู่อีกมัลติเวิร์สหนึ่งเลย แล้วก็พุ่งเป้ากับการทำธุรกิจมากๆ เพราะว่าเรียน ไปเทคคอร์ส ไปตรงนั้น เผื่อว่าอนาคตเราไม่รู้ การสู้คดีมันมีแพ้มีชนะ เผื่อแพ้ก็จะได้มีเงินจ่ายเขา แต่ชนะก็ถือว่าเราก็ได้ทำงานหาตังค์กับตัวเองแล้ว”

แล้วทิศทางคดี เราว่าเรามีโอกาสจะชนะไหม?
“อันนี้ยังไม่รู้เลย ยังไม่สืบเลย แต่ว่าในทางเป็นไปได้ในการแบ่งทรัพย์ในฐานะทำมาหาได้ร่วมกัน แต่ที่เนี่ยการทำมาหาได้ร่วมกันในความคิดของเป็ก ซึ่งไม่รู้ว่าเกี่ยวกับกฎหมายหรือเปล่า ในความคิดของเป็กคือทำธุรกิจร่วมช่วยกันทำ แต่อันนี้เป็กเป็นพิธีกร เป็นนักแสดง เป็นนักร้องนะคะ หมายความว่า ณ ตอนที่ไปทำงาน เป็กใช้ความสามารถของตัวเอง อันนี้ก็ไม่รู้ว่ายังไง ก็ต้องไปให้ศาลพิจารณา”

ถ้าเราแพ้ เรามีตัวเลขในใจไหมที่จะให้เค้า?
“สุดท้ายแล้วมันเป็นที่ศาลสั่ง ถ้าเราแพ้นะคะ ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่”

จากที่เราคิดอะมันกี่เปอร์เซ็นต์ที่เขาควรจะได้?
“ถ้าถามว่าคิดว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่เขาควรจะได้ เป็กว่า ตั้งแต่ที่เขาออกไปจากชีวิต เขาไม่ควรได้อะไรเลย เพราะว่าระหว่างอยู่ด้วยกัน เป็กทำหน้าที่เต็มที่แล้ว ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ดูแลคนที่อยู่ภายใต้อาณัติเป็กอย่างเต็มที่แล้ว

ตอนนี้ก็เรียกว่าตัดขาดจากกันอย่างสมบูรณ์แล้วในความรู้สึก เป็กไม่ได้รู้สึกอะไรแล้วก็ บอกตามตรงว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรแล้วด้วย เค้าสำหรับเป็กคือความว่างเปล่าไปแล้ว แล้วเป็กก็ขออโหสิกรรมให้ ขอให้เค้าอโหสิกรรมให้เป็กด้วย แล้วทุกครั้งที่ทำบุญก็พูดทุกครั้งว่า ขอให้เค้าเจริญขึ้น“

แล้วยังเจอกันได้ไหม?
“เจอหน้ากันมาบ้างแล้วในศาล แต่เราก็ไม่กล้ามองเค้าอย่าง 100% แล้วเค้าเองก็ไม่กล้ามองเราอย่าง 100% เหมือนกัน การนัดสืบพยานครั้งหน้าก็ขอให้เป็นเรื่องราวดีดี ของเรา”