ลูกหมี ยื่นฟ้องล้มละลาย ‘ปู มัณฑนา’ หลังคดีลากยาว 3 ปี ยอดพุ่ง 2.4 ล้าน เปิดทางไกล่เกลี่ย เชื่อยังมีทรัพย์สินใช้หนี้
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี พร้อมด้วยทีมทนายความ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์และ ทนายกุ้ง อำนวยพร มณีวรรณ์ แถลงข่าวกรณีการยื่นฟ้องคดีล้มละลายต่อ ปู มัณฑนา อดีตนักแสดงดังยุค 90 เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ขั้นตอนการดำเนินคดี และความคืบหน้าล่าสุดทั้งหมด ณ สำนักงานทนายคลายทุกข์ โดยมีใจความว่า
ลูกหมี : “วันนี้ลูกหมีเป็นโจทก์ฟ้องที่ศาลล้มละลายกลางนะคะ ฟ้องนางสาวมัณฑนา เดชบริวัฒน์ หรือว่า นางมัณฑนา หิมะทองคำ ค่ะ เขาเป็นจำเลยนะคะ ฟ้องในคดีฟ้องล้มละลายค่ะ”
“เนื่องจากที่วันนี้จะมาแถลงข่าว ก็เพราะว่าเรามีคดีความกับคุณมัณฑนา หรือคุณปู มาเนิ่นนาน รวมๆ ก็เกือบจะ 3 ปีแล้ว ก็เลยอยากจะอัพเดตให้ประชาชนรับทราบทั่วกันว่า สิ่งที่เราเป็นผู้เสียหายตลอดระยะเวลา 3 ปีนี้ เรามีความเดือดร้อน ตอนนี้เงินที่เขาติดเรา ทั้งที่ศาลแพ่งและศาลอาญาตัดสินในหลายๆ คดี ถือว่าเป็นศาลชั้นต้น คือเงินเรายังไม่ได้รับคืนเลย แล้วเรามีความเดือดร้อนอย่างมาก ค่อนข้างลำบาก เราก็เลยอยากจะชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า เราก็คงต้องทำขั้นตอนสุดท้ายที่จะฟ้องล้มละลาย เพื่อให้ทางศาลล้มละลายช่วยเหลือลูกหมีอีก 1 ทางนะคะ ส่วนในขั้นตอนของการดำเนินการต่างๆ เดี๋ยวให้ทนายกุ้งพูดค่ะ”
ทนายกุ้ง : “ตอนนี้เรายื่นฟ้องไปเรียบร้อยแล้วนะคะที่ศาลล้มละลายกลาง มีการนัดพิจารณาวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ซึ่งกระบวนการขั้นตอนนัดแรกที่พิจารณา จำเลยก็ต้องมีการต่อสู้เข้ามาในคดีเหมือนคดีแพ่ง ต่อสู้เข้ามาในคดีว่า เหตุที่เราฟ้องล้มละลาย เพราะเนื่องจากว่าศาลพิพากษาในคดีแพ่งมาแล้วประมาณ 1,700,000 เศษๆ แล้วก็รวมจนถึงปัจจุบันดอกเบี้ยที่เราฟ้องในศาลล้มละลายประมาณ 2,400,000 บาท ซึ่งบุคคลธรรมดาถ้ามีมูลหนี้เกิน 1 ล้านบาท ก็สามารถฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเขาจะล้มละลายเลย เขาจะต่อสู้ว่าสิ่งที่เขาไม่มีเหตุที่จะล้มละลายมีอะไรบ้าง เขาต้องต่อสู้ว่าเขามีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้เราได้ หรืออาจจะเอาทรัพย์สินมาแสดง เพราะก่อนที่จะฟ้อง เรามีการทำทุกขั้นตอนแล้ว มีการสืบทรัพย์ทุกอย่างแล้ว แต่เราสืบแล้วไม่พบ เขาอาจจะไปเก็บไว้ที่อื่นเราไม่ทราบ แต่สืบแล้วไม่พบ มันก็เลยมีเหตุเข้าข้อกฎหมายว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว คือเข้าข้อสันนิษฐานกฎหมายว่าเราทำทุกขั้นตอนแล้ว ก็เลยยื่นศาลล้มละลาย
หลังจากนั้นในวันพิจารณา เขาอาจจะมาต่อสู้ว่าเขาไม่มีเหตุล้มละลาย ก็เอาทรัพย์สินมาแสดง หรือเอาหลักทรัพย์มาแสดงก็แล้วแต่ หรือจะมีเหตุอะไรก็แล้วแต่ว่าเขามีเงินเพียงพอ หรือหลักทรัพย์เพียงพอที่จะชำระหนี้เราได้ แต่สมมุติว่าถ้าเขาไม่มีรายละเอียดมานำเสนอศาล ศาลก็มองว่าอาจจะเข้าข่ายล้มละลาย ก็ส่งให้ไปต่อที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่อ ซึ่งขั้นตอนนี้เขาก็ยังประนอมหนี้กับเราได้อยู่นะคะ ยังเจรจาได้ทุกขั้นตอนเหมือนกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเรียกเจ้าหนี้เข้าไปประชุม แล้วก็ให้เรียกลูกหนี้ไปชี้แจงรายละเอียดเรื่องทรัพย์สินว่ามีอะไรบ้าง
หลังจากนั้นถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดูแล้วว่า ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินเลย ไม่สามารถชำระหนี้เจ้าหนี้ได้ อันนั้นก็อาจจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ขั้นตอนนั้นถ้าพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้ทุกคน สมมติว่ามีเจ้าหนี้รายอื่นด้วย ก็ขอเข้ามารับชำระหนี้ได้ภายในระยะเวลา 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่มีการประกาศราชกิจจานุเบกษาว่าลูกหนี้รายนี้ได้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ซึ่งกระบวนการทุกขั้นตอนเขายังเข้ามาเจรจาได้อยู่นะคะ
ทีนี้หลังจากนั้น ตัวเขาเองถ้าเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว การทำนิติกรรมต่างๆ จะไปก่อหนี้ก่อสิน หรือว่าทำนิติกรรมอื่นๆ จะไม่สามารถทำได้แล้ว จะมีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดูแลแทนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดูแลเรื่องการเปิดบัญชี หรือรับงานทำงานที่อื่น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะคอยติดตามไปตลอดเวลา เพื่อจะไปเก็บเงินมาให้เจ้าหนี้เข้ากองล้มละลายเพื่อแบ่งให้กับเจ้าหนี้หลายๆ คน หรือให้กับลูกหมี สมมุติว่าเขามีเจ้าหนี้รายอื่นด้วยก็เฉลี่ยให้คนอื่นด้วย ถ้าไม่มีลูกหมีก็ได้รับไป ถ้าเขามีงานมีทรัพย์ปุ๊บ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะตามเก็บหมดเลย เพราะเขาไม่สามารถทำนิติกรรมอะไรได้ด้วยตนเองแล้ว
นี่คือขั้นตอนกระบวนการว่าทำไมเหตุผลที่เราฟ้องล้มละลาย คือลูกหมีก็มองว่าอาจจะเข้ามาเจรจาได้ เพราะมันเหมือนคดีแพ่ง เพียงแต่ว่าการสั่งคำพิพากษามันไม่เหมือนกับคดีแพ่งที่เราต้องไปสืบทรัพย์เอง แต่พอพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเข้ามาดูแลทรัพย์สินทั้งหมดแทนเราค่ะ”
แนวทางการฟ้องล้มละลาย พี่ลูกหมีคาดหวังว่าเราจะได้ทรัพย์สินไหม เพราะว่าก่อนหน้านี้เราไปสืบทรัพย์มาแล้วว่าเขาไม่มีอะไรเลย ?
ลูกหมี : “ก็คาดหวังว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์จะเป็นคนดูแลจัดการเงินทั้งหมดของคุณปูค่ะ และตรงนี้แหละที่เราจะได้จากส่วนนั้น ที่ผ่านมาลูกหมีให้โอกาสมาโดยตลอดเลย ตั้งแต่วันไกล่เกลี่ย ตั้งแต่ปี 67 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นศาลทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นศาลแพ่งหรือศาลอาญาทุกคดี ก่อนจะสืบสวนกัน ทุกครั้งเราต้องการไกล่เกลี่ย เราให้โอกาสเยอะมาก จนไม่สามารถให้โอกาสอะไรคุณปูได้แล้ว เพราะคุณปูไม่ยินดีกับโอกาสที่เรายื่นให้ค่ะ ก็คาดหวังว่าศาลล้มละลายกลางจะช่วยลูกหมีได้อีก 1 ทางค่ะ และการที่ลูกหมีตัดสินใจฟ้องล้มละลาย คุณปูก็ไม่สามารถไปก่อหนี้ที่อื่นได้อีก และคุณปูก็ไม่สามารถทำธุรกรรมอะไรหลายๆ อย่างได้ ก็มีผู้พิทักษ์ทรัพย์นี่แหละค่ะดูแลคุณปูอย่างใกล้ชิด ก็น่าจะเป็นผลดีกับคุณปู แล้วก็เหมือนกับว่าทุกอย่างในชีวิตคุณปูก็น่าจะง่ายขึ้น คือมีคนดูแลใกล้ชิดค่ะ”

เห็นทางฝั่งนู้นเขาบอกว่าเหมือนกับมีเงินที่จะมาวาง ศาลนัดไกล่เกลี่ย ?
ลูกหมี : “ฟังแล้วก็ดีใจมากนะคะ ถ้าคุณปูมีเงิน 1,700,000 มาวาง แต่ตอนนี้คดีแพ่งที่ศาลแพ่งสั่งให้จ่าย 1,700,000 มันไม่ใช่ 1,700,000 แล้ว ณ เวลาที่เดินเลยมา 3 ปีนี้ มันเป็น 2,400,000 ค่ะ รวมดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายตรงนั้น ณ เวลานี้ประมาณ 2,400,000 ถ้าคุณปูเอาเงินมาวางได้ ลูกหมีก็มีสัจจะมากที่จะถอนฟ้องคุณปูทุกคดี เพราะตอนนี้คุณปูกับลูกหมีมีทั้งหมด 8 คดีค่ะ มีทั้งในชั้นศาล 5 คดี แล้วก็มีในชั้นตำรวจอีก 3 คดีที่ยังไม่จบ คือเรามีสัจจะพอค่ะที่จะถอนฟ้องถ้าคุณปูเอาเงินมาวาง 2,400,000 ได้ หรือถ้าคุณปูไม่ได้เอาเงินมา 2,400,000 ถ้าอยากจะไกล่เกลี่ย เข้ามาไกล่เกลี่ยได้ตลอดเวลาเลยนะคะ เพราะว่าความลำบากของลูกหมีที่เป็นเจ้าหนี้ คุณปูไม่ได้มานั่งอยู่ในครอบครัวลูกหมีว่าครอบครัวลูกหมีลำบากยังไง เดือดร้อนยังไง คือครอบครัวลูกหมีก็มีหลายคน ไม่ใช่มีตัวคนเดียว เวลาคุณปูทำอะไรต้องคิดถึงคนในครอบครัวลูกหมีด้วย เหมือนกันก็คือตัวลูกหมีเองก็นึกถึงคุณปูที่ให้โอกาสมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่างๆ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เช็กเด้งวันที่ 1 มกราคม ปี 67 ให้เวลาจนถึงเมษายนที่จะไปแจ้งความ ให้เวลาทุกสิ่งทุกอย่างมาหมดแล้ว คุณปูต้องให้ลูกหมีกลับมาได้แล้วค่ะ”
การฟ้องล้มละลาย นี่คือเป็นวิธีทางสุดท้ายของกระบวนการที่พี่ลูกหมีกับคุณปูเป็นคู่กรณีกันเลยไหม ?
ทนายกุ้ง : “ใช่ค่ะ อันนี้ก็คือเป็นทางเลือกอีกทางนึงที่ลูกหมีอาจจะมีโอกาสที่ได้เงิน เพราะว่ามันเป็นเหมือนคดีแพ่ง ว่าอันนี้เราฟ้องล้มละลายมันน่าจะเป็นล้มละลายเกี่ยวกับการทุจริตด้วย เพราะว่ามันเกี่ยวเนื่องมาในเรื่องเดิมที่เคยฟ้องมาก่อนหน้านี้แล้วค่ะ”
เขาจะหาว่าเราไปกลั่นแกล้งเขาอีกไหม หมายถึงว่าพอสถานะเขาล้มละลาย ตอนนี้เขามี 20 กว่าคดีแล้ว พอเราไปฟ้องล้มละลายเขา เหมือนปิดทุกอย่างในเส้นทางการเงินเขาเลย ?
ลูกหมี : “กลั่นแกล้งเรื่องอะไรคะ ? เราทำในส่วนของเราค่ะ เพราะเรารอไม่มีใครกลั่นแกล้งใครนอกจากตัวเราเอง ลูกหมีก็ยอมรับกรรมมาโดยตลอด 3 ปีที่ลูกหมีไปเจอคุณปู เพราะลูกหมีไม่ได้เป็นเพื่อนเขามาก่อน ลูกหมีไม่เคยรู้จักเขาส่วนตัวมาก่อน จนเจอเขาแล้วลูกหมีก็โดนชักชวนลงทุน ลูกหมีก็ลงทุนกับเขา แต่สิ่งที่ลูกหมีได้คือลูกหมีเสียเงิน 2 ล้าน มันเป็นเงินเก็บปีละ 1 แสนบาท 20 ปีของลูกหมี ความเจ็บปวดอันนี้มันมากมายนะคะ ซึ่งลูกหมีไม่เคยกลั่นแกล้งคุณปู คนที่กลั่นแกล้งลูกหมีคือคุณปูซะมากกว่า ที่มาชวนลงทุนแล้วทำไม่ได้อย่างที่พูด ทำไม่ได้เสร็จก็ไม่มีปัญญาไม่มีความสามารถที่จะมาใช้หนี้ด้วย คำพูดของคุณปูที่เคยสัญญากับลูกหมีในแชตไลน์ตั้งแต่ปี 66-67 ก็คือทำไม่ได้สักอย่างเลย จนวันนี้มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ มันไม่ได้มีอะไรไปทำร้ายคุณปูได้มากไปกว่านี้อีก เพราะคุณปูทำตัวเองมาหมดเรียบร้อยแล้วค่ะ”
กับความหวังยื่นฟ้องล้มละลาย เรายังคาดหวังที่จะได้เงินอยู่ไหม ?
ลูกหมี : “ก็ยังคาดหวังที่ศาลล้มละลายจะเข้ามาช่วยในเรื่องการเจรจานะคะ ถ้าไกล่เกลี่ยได้อีกรอบก็ดีแต่ถ้าไม่ได้ก็คาดหวังผู้พิทักษ์ทรัพย์นี่ล่ะค่ะ จะเป็นคนคอยดูแลลูกหนี้ของลูกหมีอย่างใกล้ชิด”
อะไรที่ทำให้ลูกหมีเชื่อว่าเขายังมีทรัพย์สินที่จะมาใช้หนี้เรา ?
ลูกหมี : “เราเชื่อในศักยภาพของเขานะคะ ตรงที่ว่าเหมือนกับอดีตที่ทำงานมา หรือว่าสิ่งแวดล้อมที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ลูกหมีว่าเขาน่าจะมีบุญในเรื่องของวาจา พูดแล้วคนอาจจะหาเงินมาให้เขาได้ เขาก็มีที่ดินอีก 100 ล้านบาท ที่เขาพูดสม่ำเสมอว่าเขามี ตรงนี้เราก็เชื่อว่าเขาคงมีสัจจะ คำพูดที่เขามีจริง ถ้าคนมีไม่จริงไม่น่าพูด เขาน่าจะมีเงิน 100 ล้าน ถ้าเขาเคลียร์ตรงนี้ได้ ถ้าเขาไปขายสัก 80 ล้านก็ยังเหลือ เขาก็เหลือๆ ค่ะ ก็เลยเชื่อว่าคุณปูน่าจะมีสัจจะเพียงพอค่ะ”
อันนี้คือการยื่นฟ้องล้มละลาย นี่คือเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว หรือมันถ้าล้มละลายไม่ได้ แล้วมันจะมีแผนต่อไปอีกไหม ?
ทนายกุ้ง : “คือมันเป็นทางเลือกอีกทางนึง จริงๆ กระบวนการมันเริ่มต้นมาตั้งแต่ฟ้องแพ่ง ฟ้องอาญามาแล้ว สุดท้ายมาถึงจุดนี้ ถามว่าจบเลยไหม มันก็ไม่จบ คดีล้มละลายเนี่ยถ้าเจรจากันได้ มันยังถอนแล้วก็ยังฟ้องใหม่ได้เรื่อยๆ สมมติว่ามีการเจรจาได้เงินมาแล้ว โอเคตกลงมาเราถอน แล้วถึงเวลาถ้าไม่จ่ายเราก็ยังฟ้องใหม่ก็ได้ เนื่องจากว่าหนี้ถ้าบุคคลธรรมดามันเกิน 1 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นคนเดียวหรือหลายรายรวมกันก็ได้นะ มันก็ฟ้องได้ เพราะฉะนั้นเราก็คิดว่ามันน่าจะมีทางเลือกทางนึงที่ว่าเขาน่าจะเข้ามาไกล่เกลี่ยเจรจา ที่ลูกหมีบอกว่าเขามีเงิน เขามีทรัพย์สินเป็นร้อยล้านเนี่ย เราก็มั่นใจเชื่อว่าเขาคงเข้ามา เขาคงเจรจาแหละ เพราะเขาคงไม่ปล่อยล้มละลาย เนื่องจากว่าเขามีทรัพย์สินจริงๆ ตามที่เราเห็นข่าวเราก็เชื่อมั่นแบบนั้น เพราะว่าเราสืบไม่เจอ สืบไม่พบ เราก็คิดว่าเขาอาจจะไปฝากใครไว้หรือเปล่า เขาอาจจะนำมาแสดง หรือมาคุยกับเรา เราก็คาดหวังตรงนั้น มันไม่ถึงขนาดว่าสุดท้ายหรอก มันก็ยังมีทางไปทางอื่นอยู่ แต่มันเป็นทางเลือกอีกทางนึงที่เป็นคดีแพ่งที่จะไกล่เกลี่ยกันได้”
ทนายเดชา : “แต่ถ้าเกิดเขามีเอาทรัพย์สินไปยักย้ายถ่ายเท สมมุตินะ ก็ดำเนินคดีโกงเจ้าหนี้ได้อีก ก็มีโทษทางอาญา เช่น ไปตรวจสเตทเมนต์แล้วโอนทรัพย์สินไปที่นั่นที่นี่ เพื่อที่จะให้เราไม่ได้นับชำระหนี้ อันนี้ก็จะกลายเป็นคดีอาญาโกงเจ้าหนี้ ก็ยังไม่จบไม่สิ้น หรือไปให้คนอื่นถือกรรมสิทธิ์แทน ถือบ้าน ถือรถ ก็ยังตามไปยึดได้อยู่”
แสดงว่าคดีฟ้องล้มละลายก็คือบังคับให้เอาเงินมาใช้ แต่ไม่ได้ปิดหนทางทำมาหากิน ?
ทนายเดชา : “ยัง ก็ยังสามารถเจรจา เขาเรียกว่าประนอมหนี้ก่อนล้มกับหลังล้ม สมมุติว่าพิทักษ์ทรัพย์เรียบร้อยแล้วก็สามารถประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก ก็สามารถประนอมหนี้ก่อนล้มละลายก็ได้ หาเงินหาทรัพย์มาประนอมหนี้ก่อนล้ม หรือล้มไปแล้วก็ประนอมหนี้หลังล้มก็ได้ ยังสามารถ แต่ถ้าเกิดมีเจ้าหนี้หลายรายก็ต้องมีที่ประชุมเจ้าหนี้ เราไม่รู้ว่าเขามีเจ้าหนี้รายอื่นหรือเปล่า แต่ถ้ามีหลายรายก็ต้องประชุมเจ้าหนี้ ก็ต้องดูที่ประชุมเจ้าหนี้เสียงข้างมาก แล้วก็ดูทุนทรัพย์ เจ้าหนี้เขามี 2 ประเภท เจ้าหนี้ประเภทมีหลักประกันกับไม่มีหลักประกัน ก็ต้องแยกเป็นกลุ่มเจ้าหนี้ ก็เป็นขั้นตอนกระบวนการ แต่ว่าหลังจากถ้าโดนพิทักษ์ทรัพย์แล้วเนี่ย มันจะลำบากละ รับเงินก็ไม่ได้ ทำมาหากินได้เงินต้องแจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งที่ผ่านมาเราเคยมีตลกดังคนหนึ่งจำได้ไหม รับเป็นพรีเซนเตอร์ มีเจ้าหน้าที่พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขับรถไล่ตามไปตามเวที พอได้ค่าตัวปุ๊บเก็บเงินเลย เพราะว่ามันจะขนาดนั้นนะ สมมุติว่าไปรับเป็นพรีเซนเตอร์ ไปแสดงขึ้นเวทีปุ๊บจ่ายตังค์เนี่ย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นี่ก็ไปตามเก็บเลยนะ เพราะเราไม่มีหน้าที่รับเงินรับทองแล้ว แล้วก็จะไปก่อหนี้จะไปยืมเงินใครไม่ได้ สมมุติไปยืมเงินคนอื่นจะกลายเป็นคดีฉ้อโกง เพราะว่ารู้ตัวอยู่แล้วเราก่อหนี้ไม่ได้ตามกฎหมายล้มละลาย สมมุติไปยืมเงินเขา ไปยืมเงินคนนั้นคนนี้ ไปชวนใครลงทุน นี่โดนคดีฉ้อโกงหมดเลยนะ แล้วก็จะไปต่างประเทศไม่ได้ สมมุติจะไปต่างประเทศ จะนั่งเครื่องบินไปเที่ยวต้องขออนุญาตศาลเป็นรายครั้ง มันจะยุ่งยากหมด ทำนิติกรรมสัญญาอะไรไม่ได้เลย เปิดบัญชีบรรจงบัญชีอะไรต่างๆ เนี่ย และยิ่งถ้าเกิดโดนพิทักษ์ทรัพย์เนี่ย บัญชีเงินฝากก็จบเลย ไม่สามารถจะเปิดบัญชี คือทำอะไรที่เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตัวเองไม่ได้ ตั้งบริษัทอะไร คดีความ คดีแพ่งในศาลนี่โดนฟรีซหมดเลยนะ สมมุติโดนสั่งพิทักษ์ทรัพย์ปุ๊บเนี่ย คดีความไม่ว่าเป็นโจทก์เป็นจำเลย ฟ้องร้อยล้านพันล้านเนี่ย ต้องหยุดเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องเข้ามาทำหน้าที่แทน แม้คดีที่พิพาทกับลูกหมีเนี่ย ไม่ว่าศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเนี่ย หมดสิทธิ์เลย ต้องเอาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมดเลย คือทำอะไรไม่ได้เลย จะไปเป็นพรีเซนเตอร์อะไรต่างๆ สมมุติว่าเจ้าของผลิตภัณฑ์จะไปให้เงินเขาไม่ได้นะ ไปรับเงินไม่บอกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีความผิด มีโทษทางอาญาด้วย เพราะฉะนั้นมันเป็นการจำกัดสิทธิ์ในเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินหนี้สินของตัวเองทั้งหมด จะไปใช้บัตรเบิกโอนเงินอะไรไม่ได้เลย มีผู้ดูแล มีคนดูแล”

ด้วยความที่เราไปเจอเขาหลายรอบแล้ว เราอยากคุยกับเขาตรงๆ มั้ย ยืดระยะเวลามา 3 ปี นานแล้ว อยากบอกเขา หรืออยากเคลียร์มั้ย ?
ลูกหมี : “อยากคุยทุกครั้งค่ะ ที่บอกก็คือ ไปศาลทุกครั้ง ผู้พิพากษาท่านจะเรียกทั้งโจทก์และจำเลยมายืนหน้าบัลลังก์ ก็ยืนใกล้กัน ท่านผู้พิพากษาก็จะถามว่าไกล่เกลี่ยมั้ย รับเงินมั้ย จะรับได้เท่าไหร่ แล้วก็จำเลยไปฟังทนายนะว่าถ้าไกล่เกลี่ยมีข้อดียังไง ให้ทนายเล่าให้จำเลยฟังทั้งหมด แล้วทนายก็เล่าให้จำเลยฟังด้วยนะว่า ถ้าไม่ได้ไกล่เกลี่ยแล้วตัดสินคดีออกมาแล้วมันจะเป็นยังไง คือศาลทุกศาลเลยท่านจะให้โอกาสทั้งสองฝ่ายออกไปนอกห้อง 20 นาที เพื่อให้ไปคิดอีกรอบนึง เขาก็บอกว่าไม่ค่ะ มันมาถึงขนาดนี้แล้วเขาเสียหายมาก เขาก็ไม่ไกล่เกลี่ยทุกครั้ง จนเลยมาถึงตรงนี้ก็เลยไม่รู้ว่าอะไรโดนจิตดลใจให้เขาไม่ไกล่เกลี่ย”
พี่ลูกหมีรู้สึกยังไงเวลาเขาพูดอะไรมาก็จะรู้สึกว่าเขาโดนกลั่นแกล้ง โดนบีบ ลูกหมีรู้สึกยังไงกับความเจ็บปวดที่เราเป็นโจทก์ ?
ลูกหมี : “ไม่ได้รู้สึกอะไรค่ะ เพราะมันเป็นแค่ลมปากคน หรือว่าคำพูด พูดอะไรก็ได้ ลูกหมีก็โดนกลั่นแกล้งสารพัดสารพัน ลูกหมีก็พูดได้ แต่ลูกหมีไม่พูดหรอก เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่าตัวเราทำอะไร เรารับผิดชอบการกระทำของตัวลูกหมีเองทุกอย่าง ทุกครั้งทุกวันเรารับผิดชอบตัวเองได้ แต่ถ้าเราพูดแล้วรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ ก็เหมือนคนโง่ เราเคยโง่มาแล้ว ลูกหมีเคยโง่มาแล้ว เคยพลาดมาแล้วก็ต้องระวังต่อไป แต่ถ้าจะทำอีก ซ้ำอีก หรือลูกหมีต้องไปลงทุนกับคนอื่นอีก ลูกหมีก็ไม่ทำแล้วค่ะ เข็ด แล้วก็ต้องจำ ทุกคนมีปัญหาหมด แต่ไม่ใช่มานั่งโทษชาวบ้าน โทษคนอื่นว่าเขาแกล้งฉัน เอาเวลาตรงนี้ไปทำมาหากิน ก็จะทำให้ชีวิตมันน่าจะดีขึ้นค่ะ”
เขาบอกว่าเขาหยุดแล้ว แล้วก็อโหสิกรรมให้ รู้สึกไงบ้าง ?
ลูกหมี : “ก็ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ แต่ว่าพวกนี้เรียกว่ามันก็ต้องใช้ระยะเวลาค่ะ ที่จะเป็นลูกหมีเนี่ยไม่ต้องไปวัดค่ะ ไม่ต้องไปซื้อดอกบัวนั่งรถไปซื้ออาหารไปถวายพระ เอาเงินตรงส่วนนี้ 500 หรือ 700 มาเก็บใช้หนี้ วันนี้โอนเท่านี้ มันยังดูมีคุณค่ากว่าการที่ต้องนั่งรถไปวัดไปเดือดร้อนชาวบ้าน ไปเชิญพระอาจารย์มาทำพิธีอะไรอย่างนี้ มันเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เก็บเงินเล็กๆ น้อยๆ ดูแลครอบครัว มาจ่ายเจ้าหนี้ดีกว่า เพราะว่าเจ้าหนี้อย่างลูกหมีก็ลำบาก ตรงนี้มันต้องคิดให้ดีค่ะ”
ด้วยความที่เราไปเจอเขาหลายรอบแล้ว เราอยากคุยกับเขาตรงๆ มั้ย ยืดระยะเวลามา 3 ปี นานแล้ว อยากบอกเขา หรืออยากเคลียร์มั้ย ?
ลูกหมี : “อยากคุยทุกครั้งค่ะ ที่บอกก็คือ ไปศาลทุกครั้ง ผู้พิพากษาท่านจะเรียกทั้งโจทก์และจำเลยมายืนหน้าบัลลังก์ ก็ยืนใกล้กัน ท่านผู้พิพากษาก็จะถามว่าไกล่เกลี่ยมั้ย รับเงินมั้ย จะรับได้เท่าไหร่ แล้วก็จำเลยไปฟังทนายนะว่าถ้าไกล่เกลี่ยมีข้อดียังไง ให้ทนายเล่าให้จำเลยฟังทั้งหมด แล้วทนายก็เล่าให้จำเลยฟังด้วยนะว่า ถ้าไม่ได้ไกล่เกลี่ยแล้วตัดสินคดีออกมาแล้วมันจะเป็นยังไง คือศาลทุกศาลเลยท่านจะให้โอกาสทั้งสองฝ่ายออกไปนอกห้อง 20 นาที เพื่อให้ไปคิดอีกรอบนึง”
พอเค้าออกมาแล้วเจอยังไง ?
ลูกหมี : “เข้ามาก็บอก ไม่ค่ะ มันมาถึงขนาดนี้แล้ว เขาเสียหายมาก เขาก็ไม่ไกล่เกลี่ยทุกครั้ง จนเลยมาถึงตรงนี้ ก็เลยไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้เขาไม่ไกล่เกลี่ย”
ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าเขามีเงินสปอนเซอร์เตรียมไว้แล้ว อันนี้เชื่อไหม ?
ลูกหมี : “คุณปูพูดอะไรมา 3 ปีเนี่ย มันไม่ค่อยได้ทำตามสิ่งที่พูดไง เราก็เลยเชื่อหน่อยนึง แล้วก็ไม่เชื่อเยอะกว่า แต่เราก็หวัง เจ้าหนี้ก็หวังว่าเขาคงจะเตรียมเงินมาวางไว้ ภายใน 3 เดือนนี้ นี่ก็ผ่านไปเดือนนึงละ ก็รอเหมือนแม่สายบัวรอเก้อ มันก็รออย่างนี้มานานแล้วค่ะ”
สงสารหรือเหนื่อยใจกับคนชื่อนี้มั้ย ?
ลูกหมี : “คือเอาจริงๆ เลยลูกหมี โดยรวมถ้าทุกคนทราบ จะ 30 ปีเนี่ยลูกหมีเข้าวัดมาตลอด ไม่ใช่เพิ่งเข้า ไม่ใช่เพิ่งมาเข้าข้ามมาตั้งนานแล้ว คือมองเขาเป็นมนุษย์คนนึงที่เป็นเพื่อนร่วมโลกเรา เรามองเป็นเรื่องกรรม เหมือนว่าเรามีกรรมกับเขาระยะเวลา 3 ปีนี่ไม่ธรรมดานะคะ และที่สำคัญที่บอก เราไม่รู้จักเขาส่วนตัวมาก่อน จนมาเจอเขามีคนแนะนำเข้ามา แล้วเรามาเจอเขาแล้วเราสูญเสียเงิน 2 ล้านเนี่ย เรามองเป็นเรื่องกรรมเป็นหลัก ว่ากรรมของเรายังชดใช้กันไม่หมด ลูกหมียอมรับ ก็เลยใช้ชีวิตค่อนข้างที่โอเคเรื่อยๆ ก็ยังมีรอยยิ้มบ้าง แต่ก็มีช่วงดิ่งบ้าง ก็มองว่าดูจุดจบค่ะ อดทนรอจุดจบ อย่างวันตัดสินแต่ละคดีเนี่ย ก็ลุ้นตื่นเต้นมาก แฮปปี้เวลาถึงวันตัดสิน จะแพ้หรือชนะแฮปปี้หมดนะคะ เพราะมันรอวันนั้น ตอนนี้ก็รอวันต่อไปจะถึงศาลอุทธรณ์เมื่อไหร่ รอ ไม่มีความเกลียดโกรธคุณปูนะคะ ยังไม่เคยสาปแช่งคุณปูนะคะ คือเราแค่รอเวลาแล้วเราก็อดทนมาบริหารความเครียดความสุขของเราด้วยตัวเองค่ะ จริงๆ รอวันที่เราได้เงินคืนก็เหมือนเราขึ้นสวรรค์ ตอนนี้คุณปูกับลูกหมีก็คงตกนรกชดใช้กันอยู่ ก็เพลินๆ กันไป แต่พอวันนึงถ้าเราได้เงินคืน หรือคุณปูชดใช้ในสิ่งที่คุณปูกระทำไว้ ก็จบกันไป ก็รอวันนั้นด้วย”
พรุ่งนี้ยังขึ้นศาล ?
ลูกหมี : “พรุ่งนี้ขึ้นศาล อีกหนึ่งศาล ศาลนนทบุรีค่ะ ก็ซ้อมหนักมาก ลูกหมีก็ซ้อมสำนวนหนัก ศาลนัด 2 วันเลยนะคะ 27 กับ 28 แล้วก็เหมือนลูกหมีเป็นโจทก์ โดนคู่กรณี จำเลยเขียนข้อความหมิ่นประมาทเรา 14 ข้อความ กำลังจะบอกว่าอาทิตย์นี้เครียดมาก เพราะว่าการซ้อมสำนวนเหมือนมานั่งด่าตัวเอง คำด่าที่เขามาด่าเรา อันนี้คือความเครียดที่ไม่ควรเจอเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ขึ้นศาลก็ต้องไปนั่งพูดคำที่เขาด่าเรา เหมือนมีคนมาด่าเราซ้ำอีก”
ตลอด 3 ปี จำคำที่เขาด่าเราได้ทุกคำไหม?
ลูกหมี : “ตลอด 3 ปี จำไม่ได้หรอกค่ะ เพราะเขาด่าประมาณเป็นร้อยข้อความ แต่เอาของวันพรุ่งนี้ 14 ข้อความ เขาก็จะบอก อีป้า อีแก่ แย่งผัวกู มึงมีผัวเป็นตัวเป็นตนให้ได้ก่อนเถอะ งานก็ไม่มี หิวแสง ไปกินข้าวก็ไม่จ่าย ไปกินไวน์ฟรี มึงมีผัว ก็อยากให้ผัวขอคนขับรถผัว ผัวก็ไม่ให้คนขับรถก็เลยโกรธ เพราะพี่มีคนขับรถ เราก็งง ไปขอผู้ชายให้มีคนขับรถ ให้ผู้ชายซื้อรถก่อนดีกว่ามั้ย ด่าอีรุงตุงนังพันกันไปหมด พูดแล้วก็นั่นแหละค่ะ ก็รอศาลตัดสิน พรุ่งนี้ก็เต็มที่ 27-28 สืบพยาน ตอนนี้จำเลยมีคดีที่พิพากษาไปแล้ว จำเลยต้องไปศาลด้วยวันพรุ่งนี้ จริงๆตอนนี้จำเลยมีคดีที่พิพากษาไปแล้ว 5 คดี ติดคุกรวมๆ แล้ว 10 ปี มีแบบรอลงอาญาและไม่รอลงอาญา จำเลยเขาก็ใส่กำไล EM เรียบร้อยแล้วไปส่วนนึง ก็รอคดีหมิ่นประมาทของลูกหมี คาดว่าจะตัดสินช่วงเดือนตุลา เพราะพรุ่งนี้ 27- 28 สิงหา อาจจะเป็นกันยายน ตุลาคม ตัดสินอีกหนึ่งคดี
ลูกหมีกลัวแพ้ไหม?
“ไม่กลัวแพ้ค่ะ ถ้าลูกหมีแพ้ก็ไม่เป็นไรค่ะ ก็หัวเราะไป แพ้ก็คือแพ้ ลูกหมีชนะก็ดีใจที่คนด่าเราแล้วเขาก็รับผิดชอบคำด่าของเขาไป ถ้ามีใครจะฟ้องลูกหมีหรือคู่กรณีจะฟ้องลูกหมีเพิ่ม ฟ้องเลยค่ะ ลูกหมีพอยังมีเงินเตรียมสู้คดี แล้วก็ยังพอมีเงินจ่ายค่าประกันตัว ลูกหมีว่าทำทุกอย่างต้องมีเงินนะคะ แล้วต้องเตรียมร่างกายจิตใจ ออกกำลังกายทุกวันเลยค่ะ ลูกหมีเตรียมพร้อมตลอด และอีกอย่างคดีลูกหมีกับคุณปูก็ยังมีโรงพักอีก 3 คดี”
แสดงว่ายืนยันว่าสิ่งที่ทำเราปกป้องสิทธิ์ของเรา เราไม่ได้กลั่นแกล้งเค้า เพราะเค้าชอบพูดว่าโดนกลั่นแกล้ง ?
ลูกหมี : “ไม่ค่ะ ลูกหมีเผอิญโรงเรียนสอนเดินแบบลูกหมี เป็นเจ้าของโรงเรียนเอง กันยายนปีนี้ก็ 22 ปี คือเราบริหารเวลาได้ ไปศาลได้ตลอด 5 ปีก็ไปได้ค่ะ เพราะว่าเราจัดการตารางเรียนของนักเรียนได้ คือพร้อม แล้วก็ที่สำคัญคือ ตอนนี้ยังไม่ได้เจ็บป่วยร้ายแรง ก็คือมีแรงไปคดี แล้วก็มีเงินสู้คดี ไม่ต้องยืมเงินใครค่ะ ลูกหมีไม่เคยเป็นหนี้ใคร ศาลล้มละลายกลางก็วางเงิน 5,500 ก็มีเงินสู้ทุกคดีค่ะ มีเงินค่ะ ไม่เคยติดหนี้ใคร”
ทนายกุ้ง : “ที่โคกคาม ที่เราแจ้งความเนี่ย มันแจ้งความด้วยกัน เพราะว่าของพี่ 22 กรรม ลูกหมี 18 กรรม รวมประมาณ 40 กรรม ซึ่งอันนี้เราต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย เพราะว่ามันอีมาทุกวันเลยค่ะ อีเต็มยศเลยค่ะ ทุกอย่างขนาดเราทำแล้วนะ ฟ้องแล้ว บางทีก็ยังไม่หยุด มันก็ยังหลุดมาอีก ซึ่งปกติไม่เคยเข้าไปดูในข้อความเพจอะไรของเขานะคะ แต่ว่าเขาตั้งค่าสาธารณะ บุคคลทั่วไปเขาเห็น เขาก็ส่งมาให้เราตลอดเลย มันด่าอีกแล้ว มันด่าอีกแล้ว เขาก็จะบอกเสมอว่าเขากลั่นแกล้ง แล้วก็หาว่าเราไปด่าเขาก่อน เราบอก เอ๊ะ ตรงไหน เราด่าตรงไหน ซึ่งมันเป็นคำที่หยาบคาย”
มีอะไรอยากบอกคนที่ติดตามข่าวนี้มา 3 ปี เข้ามาให้กำลังใจเรามั้ย ?
ลูกหมี : “ก็อยากขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ 3 ปีนี้ก็มีทุกท่านให้กำลังใจ แล้วก็ให้คำแนะนำหลากหลาย แล้วก็ยังช่วยซัพพอร์ตสินค้าของลูกหมีด้วย แล้วก็อยากจะบอกว่า 3 ปีนี้ลูกหมีมีความรู้มากขึ้นในด้านของกฎหมาย เพราะว่าประสบการณ์ตรง ในเรื่องของการแจ้งความ การเบิกความ การขึ้นศาลแพ่ง ขึ้นศาลอาญา ในช่วงการประกันตัว ในช่วงของการใส่กำไล EM ขั้นตอนทุกอย่างของเกี่ยวกับกฎหมาย ลูกหมีมีความรู้มากขึ้น ก็ยังมีความคิดว่าเราอาจจะไปเรียนพิเศษเพิ่มมั้ย นิติ กฎหมาย เผื่อว่าถ้าเรามีความรู้มากขึ้นก็อาจจะช่วยเหลือคนอื่นได้ ลูกหมีก็ไปลงคอร์สเรียนผู้ไกล่เกลี่ย ก็จบคอร์สมา วิกฤตที่ลูกหมีเจอ 3 ปีนี้ ลูกหมีก็ได้โอกาส โอกาสต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย แล้วก็อาจารย์เดชา ทนายกุ้งก็ยังช่วยเหลือลูกหมีอย่างดีนะคะ แล้วก็อยากฝากคุณปูแหละว่า ถ้ามีโอกาสก็เข้ามาไกล่เกลี่ยกันได้นะคะ เพราะว่าเราก็รอวันไกล่เกลี่ย เราจะได้จบเวลาที่เร็วขึ้น จะได้ไม่ต้องไปถึง 5 ปี 7 ปี แต่ถ้าคุณปูไม่อยากไกล่เกลี่ย อยากไปต่อก็ได้ ยินดีค่ะ ทุกรูปแบบค่ะ”




