หน้าแรก ต่างประเทศ ปธน.เมียนมา แ...

ปธน.เมียนมา แถลงต่อรัฐสภา เรื่องการดำเนินงานนโยบาย 100 วันของรัฐบาล

3.08.26 | 16:09 น.

ปธน.เมียนมา แถลงต่อรัฐสภา เรื่องการดำเนินงานนโยบาย 100 วันของรัฐบาล

ประธานาธิบดีเมียนมาแถลงต่อรัฐสภาเมียนมา เรื่องการดำเนินงานนโยบาย 100 วันของรัฐบาลเมียนมา (20 เม.ย. – 31 ก.ค. 69) โดยพลเอกอาวุโส มินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมาได้แถลงต่อรัฐสภาเมียนมา มีเนื้อหาสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างสันติภาพและความมั่นคงของชาติ และ 2. การส่งเสริมการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ภาคเอกชนและเศรษฐกิจของชาติ

โดยรัฐบาลจะใช้เวลา 2 ปีแรกในการวางรากฐานและสร้างแรงขับเคลื่อนที่สำคัญนำไปสู่ประเทศยุคใหม่ จากนั้นจะใช้เวลาอีก 3 ปี เร่งดำเนินการสร้างชาติและพัฒนาเมียนมาตามแนวทางดังกล่าวต่อไป

ในส่วนของสันติภาพ รัฐบาลระบุว่าในช่วง 100 วันแรก เมียนมาได้เพิ่มความพยายามในการสนับสนุนให้กลุ่มต่างๆ กลับคืนสู่กฎหมายและเข้าร่วมการเจรจาอย่างสันติ ยืนยันว่าประตูแห่งสันติภาพเปิดกว้างอยู่เสมอ และเชิญชวนทุกฝ่ายเข้าร่วมกระบวนการสันติภาพอย่างต่อเนื่อง โดยทุกฝ่ายควรเจรจาแสวงหาเป้าหมายที่ทำได้จริงและสามารถบรรลุได้

สำหรับอาเซียน เมียนมายังคงเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรในภูมิภาคให้สอดคล้องกับหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 5 ประการของอาเซียน ซึ่งเมียนมาได้แสดงความอดทนและให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในฐานะสมาชิกอาเซียนและจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับอาเซียน ด้วยแนวทางที่เมียนมาเป็นผู้นำและเป็นเจ้าของประเทศ (Myanmar-led, Myanmar-owned approach)ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา

ส่วนเรื่องการเกษตร เมียนมาส่งเสริมภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น เมียนมามีพื้นที่เกษตรกรรมเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ควรเปลี่ยนจากระบบการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม แปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารในเมียนมาและภูมิภาค ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม และการผลิตในเมียนมา รวมทั้งสร้างรายได้การส่งออก
ากสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปที่ผลิตในเมียนมาด้วย

Advertisement

สำหรับเรื่องพลังงาน เมียนมาพยายามลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเมียนมาต้องนำเข้า ควบคู่กับการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด มีแผนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ โดยการใช้เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งเป็นทางเลือกและเมียนมาอยู่ระหว่างการพิจารณาด้วยเช่นกัน เพื่อให้เมียนมาบรรลุเป้าหมายการเข้าถึงไฟฟ้าทั่วประเทศเมียนมาภายในปี 2030

ส่วนเรื่องการศึกษา เมียนมาจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นในระยะแรกไม่น้อยกว่า 10% ของงบประมาณทั้งหมด ในระยะต่อไปไม่น้อยกว่า 15% ของงบประมาณทั้งหมด โดยจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กทุกคนในวัยเรียน มีโอกาสได้เข้าเรียนในการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งได้เปิดโรงเรียนและวิทยาลัยด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ปศุสัตว์ รองรับทั้งการทำเกษตร รวมทั้งการผลิตแปรรูปอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเมียนมา

โดยเมียนมามีแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้ง สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา การใช้เทคโนโลยี ส่งเสริมการผลิตในเมียนมา เพื่อทดแทนการนำเข้า และการผลิตในเมียนมา เพื่อส่งออกจากเมียนมานอกจากนี้ เมียนมามีคำสั่งที่เข้มงวดในการป้องกันปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งการฉ้อโกงหลอกลวงออนไลน์และการพนันออนไลน์ในพื้นที่ต่างๆ ของเมียนมา

โดยสรุปแล้ว ช่วงเวลา 100 วัน นับตั้งแต่รัฐบาลชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของเมียนมา ซึ่งได้เริ่มวางรากฐานที่มั่นคงในทุกภาคส่วนสำหรับอนาคต พร้อมกับยึดมั่นในแนวทางและเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1. การสร้างเสถียรภาพและสันติภาพในประเทศ และ 2. การพัฒนาประเทศ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ภาคเอกชนและเศรษฐกิจของชาติ

กล่าวได้ว่า การดำเนินการตามนโยบาย 100 วัน รวมทั้งแนวทางและเป้าหมายของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่เป็น “โอกาสที่ดี” ในการพัฒนาเมียนมาบนพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายเรื่องต่างๆ จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนชาวเมียนมาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ทั้งธุรกิจเมียนมา ธุรกิจต่างชาติและธุรกิจไทยที่ทำการค้ากับเมียนมาหรือลงทุนทำธุรกิจในเมียนมาด้วย

ทั้งนี้ ได้รับสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลเมียนมาชุดใหม่มีแนวโน้มที่ดีในการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ การผ่อนคลายกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน ตามลำดับและตามความเหมาะสมต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจทั้งการค้าและ