สงคราม-ศก. เขย่าทรัมป์? โพลชี้ เดโมแครตแซงรีพับลิกัน
รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอส ที่จัดทำระหว่างวันที่วันที่ 29 กรกฎาคมถึง 3 สิงหาคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พรรคเดโมแครตได้รับคะแนนความเชื่อมั่นด้านการบริหารเศรษฐกิจเหนือกว่าพรรครีพับลิกันเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 37% มองว่าเดโมแครตมีแนวทางบริหารเศรษฐกิจได้ดีกว่า เทียบกับ 36% ที่เลือกพรรครีพับลิกัน และอีก 27% ยังไม่แน่ใจ
ผลโพลดังกล่าวถือเป็นการพลิกสถานการณ์ครั้งสำคัญ หลังจากพรรครีพับลิกันครองความได้เปรียบด้านการบริหารเศรษฐกิจมาโดยตลอด ตั้งแต่วาระแรกในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านยุคของโจ ไบเดน จนถึงวาระที่สองของทรัมป์ในปัจจุบัน
ขณะเดียวกันผลสำรวจยังพบว่า คะแนนนิยมในการปฏิบัติหน้าที่ของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลงเหลือ 35% ซึ่งอยู่ห่างจากระดับต่ำสุดในวาระเพียง 1% ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้
นอกจากนี้ หากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสในปัจจุบัน ผู้ลงคะแนน 42% ระบุว่าจะเลือกผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ขณะที่ 37% เลือกพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระที่เทใจให้เดโมแครตนำห่างรีพับลิกันถึง 12% ซึ่งสร้างความสุ่มเสี่ยงต่อพรรครีพับลิกันในการปกป้องเสียงข้างมากที่มีอยู่อย่างเฉียดฉิว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรครีพับลิกันสูญเสียความได้เปรียบด้านเศรษฐกิจ มาจากการที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้สงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้นไปมากกว่า 25% ชาวอเมริกันต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 1 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แม้ทรัมป์จะย้ำว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และสร้างเงื่อนไขให้ชาวอิหร่านโค่นล้มรัฐบาลของตนเอง แต่แรงกดดันจากราคาพลังงานกลับกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจสหรัฐอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงปฏิเสธผลสำรวจจากหลายสำนักอย่างต่อเนื่อง โดยเขาออกมาตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า ผลสำรวจที่แท้จริงแสดงให้เห็นว่าคะแนนนิยมของเขายังคงอยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมโจมตีสื่อบางแห่งว่าเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนความจริง

