หน้าแรก ต่างประเทศ วิเคราะห์ชี้ ...

วิเคราะห์ชี้ เรือบรรทุกน้ำมัน ในตอ.กลาง เสี่ยงภัยคุกคามครั้งเลวร้ายสุด นับจากสงครามอิหร่านเปิดฉาก

4.08.26 | 16:45 น.
รอยเตอร์

วิเคราะห์ชี้ เรือบรรทุกน้ำมัน ในตอ.กลาง เสี่ยงภัยคุกคามครั้งเลวร้ายสุด นับจากสงครามอิหร่านเปิดฉาก

สำนักข่าวบีบีซีอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์หลายรายมองสอดคล้องกันว่า ภัยคุกคามต่อเรือบรรทุกน้ำมันในตะวันออกกลางอยู่ในระดับเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเปิดฉากขึ้น โดยสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงหลังจากเกิดเหตุโจมตีระลอกล่าสุดในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญอีกแห่งหนึ่งของภูมิภาคนี้ นั่นคือ ทะเลแดง


คำเตือนดังกล่าวของนักวิเคราะห์มีขึ้นหลังจากมีรายงานเรือขนส่งหลายลำถูกโจมตีในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางที่เรือบรรทุกน้ำมันส่วนหนึ่งเลือกใช้เส้นทางน้ำนี้แทนช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานและก๊าซมากถึง 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งถูกอิหร่านปิดกั้นไม่ให้สัญจร เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลทำสงครามโจมตีอิหร่าน

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธในประเทศเยเมน และเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน ได้ประกาศมุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐในตะวันออกกลาง นั่นทำให้ความเสี่ยงภัยในการเดินเรือผ่านทะเลแดงมีเพิ่มมากขึ้น

แมททิว ไรท์ นักวิเคราะห์จาก เคปเลอร์ บริษัทติดตามการเดินเรือ กล่าวว่า ในแง่ของภัยคุกคามต่อการค้าน้ำมันดิบ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์นี้ขึ้น

ตามข้อมูลของเคปเลอร์ระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้เมื่อวันอาทิตย์(2 ส.ค.) มีเพียง 8 ลำ และมีกว่า 11 ลำ ในวันเสาร์(1 ส.ค.) เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านครั้งนี้ มีเรือสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้มากกว่าวันละ 100 ลำ ขณะที่ในวันเสาร์มีเรือขนส่งสินค้าแล่นผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบที่เชื่อมสู่ทะเลแดง มีจำนวน 28 ลำ โดยมี 6 ลำที่ปิดการทำงานของเครื่องส่งสัญญาณ ซึ่งบ่งชี้ว่าเรือเหล่านั้นพยายามหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับ

Advertisement

“สถานการณ์ที่ยืดเยื้อในช่องแคบฮอร์มุซไม่เพียงแต่กำลังจำกัดการไหลเวียนของน้ำมันเท่านั้น แต่ปัจจัยสำคัญที่เคยช่วยสร้างสมดุลให้กับตลาดก็กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน นี่ถือเป็นปัญหาที่ซ้ำเติมปัญหาเดิมเข้าไปอีก” ไรท์กล่าว

ด้านทิม วิลคินส์ กรรมการผู้จัดการของ อินเตอร์แทงโก ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนของกลุ่มผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมัน กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่ขยายวงกว้างขึ้น เลวร้ายลง และมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยขณะนี้พื้นที่ที่มี
ความเสี่ยงภัยสูงได้ขยายตัวขึ้นไปถึงน่านน้ำของซาอุดีอาระเบียและลามไปถึงบางส่วนของทะเลแดง ซึ่งสิ่งนี้กำลังส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อทั้งตลาดและเสรีภาพในการเดินเรือด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เคปเลอร์ระบุว่า ไม่ใช่เรือทุกลำที่จะงดการแล่นผ่านทะเลแดง เนื่องจากภัยคุกคามจากกลุ่มฮูตีมุ่งเป้าไปที่เรือขนส่งของซาอุดีอาระเบียเท่านั้น โดยปริมาณเรือโดยรวมยังคงอยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 50 ของช่วงก่อนเกิดเหตุโจมตี อย่างไรก็ตาม จำนวนเรือที่บรรทุกน้ำมันดิบเพื่อส่งออกไปยังเอเชียและแล่นผ่านเส้นทางนี้ ได้ลดลงเหลือเพียงวันละประมาณ 4 ลำ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

โฆษกของ Hapag-Lloyd บริษัทขนส่งทางเรือยักษ์ใหญ่โลก กล่าวว่า เรือขนส่งบางลำของบริษัทยังคงสัญจรผ่านทะเลแดง แต่ทางบริษัทจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับเปลี่ยนเครือข่ายการเดินเรือหากสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป

“หากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง เรือส่วนใหญ่น่าจะสามารถออกจากพื้นที่ดังกล่าวได้ค่อนข้างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูระบบการขนส่งสินค้าให้กลับสู่ภาวะปกตินั้นจะต้องใช้เวลานานกว่ามาก” โฆษกของ Hapag-Lloyd ระบุ และว่าเนื่องจากมีการระงับการให้บริการและโยกย้ายเรือไปปฏิบัติการในเส้นทางอื่นแล้ว การจะกลับมาดำเนินการขนส่งตามปกติได้นั้น น่าจะต้องใช้เวลาถึง 3-4 เดือน

ขณะที่ ปีเตอร์ แซนด์ หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Xeneta อีกหนึ่งบริษัทที่ให้บริการติดตามข้อมูลการเดินเรือ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งได้ฉุดรั้งอุตสาหกรรมขนส่งทางเรือให้ “กลับไปสู่จุดเริ่มต้น” และทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะพิจารณาจากการขนส่งสินค้าประเภทใดก็ตาม

“ทางเลือกต่างๆ ในการขนส่งสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มไฮโดรคาร์บอนหรือการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ล้วนไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก สถานการณ์ยังคงน่ากังวลอย่างมาก โดยยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะพลิกฟื้นไปในทางที่ดีขึ้นในอนาคตอันใกล้” หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Xeneta กล่าว