หน้าแรก ต่างประเทศ นักวิทย์นิวซี...

นักวิทย์นิวซีแลนด์ชี้ โลกร้อนเร่งน้ำแข็งบนที่สูงละลาย ต้นเหตุภัยพิบัติเนปาล

27.08.26 | 16:21 น.
Reuters

นักวิทย์นิวซีแลนด์ชี้ โลกร้อนเร่งน้ำแข็งบนที่สูงละลาย ต้นเหตุภัยพิบัติเนปาล


รอยเตอร์รายงานว่า ไซมอน ค็อกซ์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของโครงการ Mountains to Sea ของ Earth Sciences New Zealand กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างสภาวะที่ทำให้หินและน้ำแข็งบนภูเขาสูงไม่มั่นคง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติมากขึ้น รวมถึง เหตุน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม บริเวณบริเวณชายแดนระหว่างเนปาลกับทิเบตของจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 165 น้อย และสูญหายเกือบ 1,500 คน โดยมีชาวต่างชาติอย่างน้อย 800 คน

โดยหนึ่งวันก่อนหน้านั้น มวลโคลนและหินขนาดมหึมาพังถล่มลงสู่แม่น้ำในเทือกเขาหิมาลัย ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงไหลผ่านเมืองและหุบเขาต่างๆ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เหตุการณ์หินและน้ำแข็งพังถล่ม และมีแนวโน้มว่าเหตุพิบัติในลักษณะลูกโซ่ที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า คาดว่าสาเหตุของภัยพิบัติในเนปาลมีจุดเริ่มต้นมาจากมวลน้ำแข็งและหินขนาดมหึมาบริเวณลาดเขาทางตอนเหนือของยอดเขาลังทัง ลิรัง (Langtang Lirung) ในเนปาล ซึ่งถล่มลงสู่แม่น้ำเลนเดอร์ โคล่า (Lhende Khola) ทางฝั่งทิเบต

Advertisement

โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่อย่างน้อย 6 แห่ง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานบริเวณศูนย์กลางการค้าท่าเรือจี่หลง (Gyirong Port) ได้รับความเสียหาย จากห่วงโซ่ภัยพิบัติหลายระยะที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดน โดยมีจุดเริ่มต้นจากการพังถล่มดังกล่าว เหตุการณ์นี้ยังทำให้แนวลำน้ำเปลี่ยนแปลงไปเป็นระยะทางมากกว่า 100 กิโลเมตร (62 ไมล์) ตามลำน้ำลงไปทางท้ายน้ำ ใกล้กับชายแดนอินเดีย

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะเตือนว่าไม่ควรกล่าวโทษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่าเป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียว ของการพังถล่มเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ทั้งนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการละลายของธารน้ำแข็งน่าจะมีส่วนทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งนี้

ค็อกซ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะโลกร้อนอาจทำให้น้ำแข็งที่ช่วยยึดเกาะและพยุงพื้นที่ลาดชันลดลง ส่งผลให้มีน้ำจากการละลายเพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้รูปแบบการแข็งตัว การละลาย และปริมาณฝนเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้พื้นที่ลาดเขาไม่มั่นคงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มหรือการพังทลายครั้งใหญ่ในบางพื้นที่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคแห่งนี้เคยเผชิญกับเหตุการณ์น้ำหลากรุนแรงในลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายครั้ง แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาแต่ละครั้งมีความรุนแรงและขนาดเล็กกว่าครั้งนี้ รวมถึงเหตุน้ำท่วมที่เมืองจี่หลง บริเวณชายแดนทิเบต–เนปาลในปี 2025 ไปจนถึงเหตุการณ์ทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกและไหลทะลักที่หมู่บ้านเชอร์ปาทาม ในปี 2024 โดยก่อนหน้านั้นในปี 2023 ก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันใน รัฐสิกขิมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเช่นกัน

 

น้ำท่วม ดินถล่ม หิมะถล่ม และภัยแล้งกำลังเกิดขึ้น บ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น ทั่วเทือกเขาฮินดูกูช ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาแบบบูรณาการในพื้นที่ภูเขา (ICIMOD) ซึ่งมีฐานอยู่ในเนปาล ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของ น้ำ ผืนดิน และอากาศ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ต่อผู้คนในภูมิภาค

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุในปี 2023 ว่า ภาวะโลกร้อนทำให้ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะของเนปาลสูญเสียปริมาณน้ำแข็งไปเกือบหนึ่งในสามภายในเวลาเพียงกว่า 30 ปี อีกทั้ง ธารน้ำแข็งในเนปาลละลายเร็วขึ้นถึง 65% ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า เมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า