หน้าแรก ต่างประเทศ โฟกัสโลกรอบสั...

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : สีพบทรัมป์ กับปมไต้หวันที่ยังคางคา

3.10.26 | 14:15 น.

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : สีพบทรัมป์ กับปมไต้หวันที่ยังคางคา


ฉากหน้าแห่งการเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ดูจะประสบความสำเร็จและสร้างผลลัพธ์เชิงบวก โดยเปิดม่านละครทางการทูตด้วยการที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ฉีกขนบเดิม ควงแขนเมลาเนีย ทรัมป์ ภรรยาและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ต้อนรับสีและมาดามเผิง ลี่หยวน ที่เครื่องบิน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 64 ปีที่ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางมาต้อนรับผู้นำต่างประเทศด้วยตนเอง

บรรยากาศในวงหารือก็เป็นอย่างราบรื่น สีกล่าวว่า การที่ประธานาธิบดีจีนและสหรัฐเดินทางเยือนเดินทางเยือนประเทศของกันและกันภายในระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปี ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ โดยมีการรักษาการสื่อสารระหว่างกัน ควบคู่ไปกับการควบคุมนาวาลำใหญ่แห่งความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐให้เดินหน้าไปในทิศทางที่เหมาะสม ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า การเยือนสหรัฐของประธานาธิบดีจีนเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม เราต่างเป็นมิตรที่ดีต่อกันและภายใต้การนำของเราในฐานะผู้นำ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

ผู้นำทั้งสองยังย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยย้ำว่าสหรัฐและจีนเคยเป็นพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่จนได้รับชัยชนะในสงคราม ทั้งยังเกิดการหวนคืนของ Panda Diplomacy โดยมีการส่งแพนด้ายักษ์ 2 ตัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความปรารถนาดีของจีนมาที่สวนสัตว์แอตแลนตาด้วย

Advertisement

สภาการค้า (Board of Trade) ซึ่งเป็นกลไกที่จัดตั้งขึ้นระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคม ก็สามารถเดินหน้าทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ โดยได้เห็นชอบข้อเสนอแนะในการลดภาษีสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวมูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า สหรัฐและจีนตกลงที่จะขยายเวลาการพักรบทางการค้าไปจนถึงเดือนมกราคม หลังก่อนหน้านี้ทั้งสองชาติตกลงที่จะจำกัดมาตรการเพิ่มภาษีเมื่อเดือนตุลาคม 2025

ภาพแห่งความชื่นมื่นไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงแค่ในระดับผู้นำ แต่ยังรวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมลาเนียและ
มาดามเผิงที่ได้เยี่ยมชม Smithsonian National Museum of Asian Art โดยทั้งคู่ต่างยิ้มแย้ม พร้อมร่วมชมการแสดงขับร้องเพลงจีนจากคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนจาก Hope Chinese School ด้วย

ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณแห่งความสดใสของความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนและสหรัฐ และสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่า เสือสองตัวอาจสามารถอยู่ถ้ำเดียวกันได้

ทว่า ภายใต้พรมแดงแห่งความราบรื่น ประเด็นไต้หวัน เป็นโจทย์คาราคาซังที่ยังไม่ได้สะสางซุกซ่อนอยู่ ในห้องหารือ สีกล่าวว่า จุดยืนของฝ่ายจีนในการรวมชาตินั้นมีความชัดเจน หวังว่าฝ่ายสหรัฐจะยึดมั่นในจุดยืนที่ถูกต้องในการคัดค้านเอกราชของไต้หวัน โดยเรื่องดังกล่าวมีผลต่อความมั่นคงของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศจีนเปิดเผยว่า ทรัมป์ได้กล่าวกับสีว่า การขายอาวุธของสหรัฐต่อไต้หวันไม่แตกต่างอะไรจากการจำหน่ายอาวุธของสหรัฐแก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก พร้อมถามสีว่า สนใจซื้ออาวุธจากสหรัฐด้วยหรือไม่ ล่าสุดมีรายงานด้วยว่า เครื่องบินขับไล่ F-16V 2 ลำแรกจาก 66 ลำที่สหรัฐอนุมัติการขายในกับไต้หวันในปี 2019 จะเดินทางมาถึงฐานทัพอากาศจื้อหางในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมของไต้หวัน เปิดเผยว่า ได้รับคำยืนยันจากฝ่ายสหรัฐหลังการเยือนของสีว่า นโยบายของสหรัฐที่มีต่อไต้หวันนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้ว่าสหรัฐจะมีท่าทีคลุมเครือในการส่งอาวุธให้กับไต้หวัน ดั่งที่ได้มีการชะลอแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์ หลังการพบหารือระหว่างทรัมป์และสีที่กรุงปักกิ่ง โดยให้เหตุผลว่าต้องสำรองอาวุธไว้ใช้ในสงครามอิหร่าน สหรัฐยังคงเดินหน้าการส่งอาวุธให้กับไต้หวันต่อไป เพราะนอกเหนือจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้วนั้น สหรัฐมีพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้ Taiwan Relations Act ปี 1979 ที่จะต้องจัดหาเครื่องมือและยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นให้ไต้หวันเพื่อป้องกันตนเอง และในอีกมิติหนึ่ง ไต้หวันมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์ของสหรัฐในการถ่วงดุลอำนาจและอิทธิพลของจีนที่ผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย

ต่อกระแสการวิเคราะห์ว่า การจากที่จีนได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมประจำปี 2026 ขึ้นถึง 7% ผนวกกับการที่สีได้กล่าวถ้อยแถลงที่งานเลี้ยงวันชาติเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า จะปราบปรามกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนเอกราชไต้หวันอย่างเด็ดขาด รวมถึงผลักดันภารกิจอันยิ่งใหญ่แห่งการรวมชาติ อาจเป็นการส่งสัญญาณว่า จีนอาจใช้กำลังทางทหารบุกไต้หวันในอนาคตอันใกล้ กระนั้นก็ดี หากพิจารณานโยบายของจีน ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้หลักการฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่ให้ได้ภายในปี 2049 หลังจากที่ต้องประสบกับศตวรรษแห่งความอัปยศ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจีนต้องเผชิญกับความสูญเสียและบอบซ้ำอย่างหนัก ตั้งแต่สงครามฝิ่น สงครามการเมือง ความพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นและปัญหาความยากจน

โดยในมุมมองของจีนแล้ว อาจมองว่าตนเองมีความยิ่งใหญ่มาแต่เดิม เห็นได้จากการกล่าวถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 5,000 ปี ตลอดจนชื่อประเทศ “จงกั๋ว” ซึ่งมีความหมายว่า ดินแดนศูนย์กลาง ทว่า ความรุ่งเรืองดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงจากเหตุการณ์ข้างต้น และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในทางการทูต ผู้นำและเจ้าหน้าที่รัฐของจีนจึงเลือกใช้ภาษาจีนเสมอ ทั้งที่สามารถสนทนาภาษาอังกฤษได้ก็ตาม

ท่ามกลางความพยายามของจีนในการนำพาประเทศกลับไปสู่สถานะและความยิ่งใหญ่ดังเดิม การบุกยึดไต้หวันด้วยกำลังสามารถกลายเป็นปัจจัยขัดขวางกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากอาจนำมาสู่การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อจีนในวงกว้าง แม้ว่าผู้นำชาติตะวันตกหลายประเทศจะเดินทางมาเยือนจีนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจีนยังคงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม ปรากฏผ่านการรายงานข่าวไม่นานมานี้ว่า เยอรมนีและฝรั่งเศสกำลังจัดทำเอกสารร่วมกันให้แล้วเสร็จเพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปเร่งพัฒนานโยบายที่คล้ายกับมาตรา 301 ของสหรัฐ เพื่อจัดการกับแนวทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเพื่อยับยั้งจีนในตลาดยุโรป

การคว่ำบาตรจะไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ความพยายามในการฟื้นฟูจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเข้มแข็งและความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จำเป็นต้องยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันไป ด้วยเหตุนี้ จีนจึงได้ใช้ถ้อยคำต่อการรวมชาติว่า เป็นการรวมชาติอย่างสันติ พร้อมกับมีความพยายามที่จะทำให้มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งมีความใกล้ชิดกับไต้หวันทั้งในด้านภูมิศาสตร์ โดยมีเพียงผืนน้ำเดียวกั้นกลาง ตลอดจนการที่ประชากรไต้หวันราว 80% มีบรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากฝูเจี้ยน เป็นพื้นที่ส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองช่องแคบเพื่อการรวมชาติในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ดี ไต้หวันก็มีอำนาจต่อรองที่สูงเช่นกัน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก โดยมี TSMC เป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงมากกว่า 90% ส่งผลให้ไต้หวันมีความสำคัญอย่างมากต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

เงาแห่งการแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีนไม่อาจกลบสีหน้าแจ่มใสของทรัมป์และสีในห้วงการเยือน โดยในเรื่อง AI แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นพ้องที่จะจัดตั้งกลไกประสานงานเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว จากถ้อยแถลงของทรัมป์ที่กล่าวบนเวทีการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 81 (UNGA81) ก่อนหน้านี้ เขาได้ใช้คำว่า Super Intelligence (SI) แทนคำว่า AI หรือ Artificial Intelligence ซึ่งถือเป็นการแสดงบทบาทนำของสหรัฐในการกำหนดทิศทางในการใช้ AI ของโลก อีกทั้ง แฟกต์ชีตเผยแพร่โดยทำเนียบขาว ระบุอีกว่า ผู้นำของสหรัฐและจีนตกลงที่ใช้คำว่า Super Intelligence แทนคำว่า Artificial Intelligence ทั้งนี้ ในเอกสารการเยือนสหรัฐของสีของกระทรวงการต่างประเทศจีนยังคงใช้คำว่า AI อยู่

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนต้นเดือนพฤศจิกายนอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำหนดการวางตัวของทรัมป์ โดยการที่สหรัฐยังไม่สามารถยุติสงครามอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเผชิญกับบาดแผลที่มีเลือดไหลไม่หยุด การแสดงท่าทีสุดโต่งต่อจีนในลักษณะเดียวกันกับที่เคยทำไว้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยแรกย่อมไม่ต่างจากการซ้ำเติมบาดแผลให้รุนแรงยิ่งขึ้น

รอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐยังคงพึ่งพาจีนในด้านแรร์เอิร์ธไปจนถึงช่วงทศวรรษ 2030 ขณะที่กำลังเร่งสร้างเหมืองและโรงงานแปรรูปภายในประเทศของตน โดยจีนมีสัดส่วนราว 91% ของกระบวนการแยกและการกลั่นแร่ดังกล่าว ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหลากหลายประเภทรวมถึงอาวุธ รถยนต์และคอมพิวเตอร์ เป็นเหตุให้สหรัฐจำเป็นต้องมีช่องทางการเจรจาและสื่อสารกับจีนไว้

ดังนั้น จากการที่ทรัมป์เดินทางไปรับสีด้วยตัวเอง โดยครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อจอห์น เอฟ. เคนเนดี ให้การต้อนรับนายฮาโรลด์ แมคมิลลาน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างชาติตะวันตกกับสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น สะท้อนให้ถึงความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐในกระชับมิตรและสร้างความประทับใจทางการทูตระดับปัจเจกบุคคล นอกจากนั้น ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่มีทิศทางบวกกับจีนสามารถนับเป็นความสำเร็จของรัฐบาลรีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมได้ด้วย

นอกจากนั้น แม้ว่าจะมีความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ ภายใต้บริบทโลกาภิวัตน์ที่โลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง จีนและสหรัฐไม่อาจแยกขาดออกจากกันได้ โดยมีความท้าทายจำนวนมากที่ต้องจัดการและร่วมมือกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอาชญากรรมข้ามพรมแดน

โลกาภิวัฒน์ได้ทำให้กติกาของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเปลี่ยนแปลงไป โดยความท้าทายรูปแบบใหม่ เศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งได้ร้อยรัดสหรัฐ จีนและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ให้เกี่ยวพันกันแน่นหนาจนยากที่จะตัดขาด ขณะเดียวกัน ตลาดสหรัฐมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเติบโตของจีน และความสัมพันธ์กับจีนก็เป็นองค์ประกอบของผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐเช่นกัน

การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจยังคงดำเนินต่อไป แต่ไม่ว่าภาพที่คนนอกมองจะคิดว่ามันดุเดือดเลือดพล่านเพียงใด เชื่อเถิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จีนและสหรัฐจะแข่งขันกันจนถึงขั้นแยกขั้วออกจากกันอย่างสมบูรณ์