‘ทรัมป์’ สั่งประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า มือปืน 13 ศพที่ฐานทัพฟอร์ตฮูด รัฐเท็กซัส
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา หรือเพนตากอน เผยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้สั่งให้ใช้วิธียิงเป้าเพื่อประหารชีวิตอดีตจิตแพทย์กองทัพบกสหรัฐ ผู้ก่อเหตุกราดยิงสังหารผู้คน 13 ราย ที่ฐานทัพฟอร์ตฮูด รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2009 ซึ่งมือปืนรายนี้ บอกในภายหลังว่าเป็นการแก้แค้นการที่สหรัฐทำสงครามกับโลกมุสลิม
ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ทรัมป์ได้อนุมัติให้ประหารชีวิตอดีตพันตรี นิดาล ฮาซาน ด้วยการยิงป้าโดยกองทัพบก ตามคำแนะนำของ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งพาร์เนลล์ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ฮาซานได้ตะโกนคำว่า “อัลลอฮุอักบัร” ซึ่งหมายถึง “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ที่สุด” ในภาษาอาหรับ ระหว่างการโจมตี ซึ่งส่งผลให้มีทหารประจำการที่ไม่มีอาวุธเสียชีวิต 12 นาย และอดีตทหารเสียชีวิตอีก 1 นาย และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 32 คน
เพอร์เนลล์กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารบกจะเป็นผู้กำหนดวันเวลาและสถานที่ในการประหารชีวิต พร้อมทั้งระบุว่า “ในที่สุด วันแห่งการชดใช้กรรมของฮาซานก็มาถึงแล้ว”
โดยคณะลูกขุนฝ่ายทหารได้มีคำตัดสินประหารชีวิตฮาซาน ในเดือนสิงหาคม 2013 หลังจากที่พบว่าเขามีความผิดในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา รวม 45 กระทง จากเหตุการณ์ที่เขากราดยิงด้วยปืนพกติดเลเซอร์เล็งเป้าภายในสถานพยาบาลที่ฐานทัพทหารขนาดใหญ่ในตอนกลางของรัฐเท็กซัส
ซึ่งเหตุยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ฮาซาน ซึ่งปัจจุบันอายุ 56 ปี จะถูกส่งตัวไปปฏิบัติภารกิจที่อัฟกานิสถาน และเขาได้รับบาดเจ็บจนเป็นอัมพาตบางส่วน และต้องนั่งรถเข็น หลังจากถูกตำรวจยิงระหว่างการจับกุมตัว
ขณะที่กลุ่ม “Death Penalty Action” ซึ่งเป็นองค์กรต่อต้านโทษประหารชีวิต ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้การตัดสินใจของทรัมป์ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชื่นชอบมากไปกว่าอำนาจในการสังหารชีวิตผู้อื่น”
ทั้งนี้ การประหารชีวิตโดยกองทัพในสหรัฐเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และภายใต้ประมวลกฎหมายยุติธรรมทางทหาร คำตัดสินประหารชีวิตจากศาลทหารจะไม่สามารถดำเนินการได้ “จนกว่าจะได้รับอนุมัติจากประธานาธิบดี”
กลุ่ม “Death Penalty Action” ระบุว่า หากมีการประหารชีวิตฮาซานจริง จะถือเป็นการประหารชีวิตโดยกองทัพครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1961 ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิต ระบุว่าการประหารชีวิตในปี 1961 นั้น ใช้วิธีการแขวนคอ ส่วนกรณีสุดท้ายที่มีการบันทึกไว้ว่า กองทัพสหรัฐประหารชีวิตด้วยการยิงเป้านั้น เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1945
ศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิตระบุด้วยว่า มีอย่างน้อย 5 รัฐ ที่มีกฎหมายรองรับวิธีการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า โดยในปี 2025 รัฐเซาท์แคโรไลนาได้ดำเนินการประหารชีวิตด้วยวิธีการดังกล่าวเป็นครั้งแรกในสหรัฐในรอบ 15 ปี
ทั้งนี้ การประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าเป็นหนึ่งในรูปแบบการลงโทษประหารชีวิตหลายรูปแบบ ที่รัฐบาลของทรัมป์เพิ่งเพิ่มเข้ามาเป็นทางเลือกที่อนุญาตให้ใช้ได้สำหรับความผิดร้ายแรงที่สุดในระดับรัฐบาลกลาง นอกเหนือไปจากการประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าและการรมก๊าซพิษ
สาเหตุส่วนหนึ่งที่มีการขยายทางเลือกในการประหารชีวิตของรัฐบาลกลางนั้น เป็นเพราะความยากลำบากที่เพิ่มขึ้นในการจัดหายาสำหรับการฉีดยาพิษประหารชีวิต ซึ่งในบางครั้งการใช้วิธีดังกล่าวก็ประสบปัญหาในทางปฏิบัติด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่นกัน
โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แผนการของรัฐเทนเนสซีที่จะประหารชีวิตนักโทษหญิงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 200 ปี ต้องประสบปัญหาขัดข้อง เมื่อเจ้าหน้าที่เรือนจำล้มเหลวในการฉีดยาพิษประหารชีวิต ส่งผลให้คริสตา ไพก์ นักโทษประหารรายดังกล่าวรอดชีวิตมาได้ แต่หมดสติไป และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยต้องพึ่งพาเครื่องช่วยพยุงชีพ
ขณะที่ทนายความของไพก์ เรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์รัฐเทนเนสซีพิจารณาวิธีการประหารชีวิตอื่น นอกเหนือจากการฉีดยาพิษ เช่น การแขวนคอ หรือการยิงเป้า เนื่องจากคาดการณ์ถึงปัญหาที่เจ้าหน้าที่อาจเผชิญในการหาเส้นเลือดดำเพื่อฉีดยา

