IMF ชี้ AI หนุน ศก.โลกปี’69 โต 3.1% เตือนความสามารถในการรับมือวิกฤตใกล้เข้าขีดจำกัด
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซิลวานา เทนเรย์โร (Silvana Tenreyro) ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกจากอุปสรรค แต่ก็เผชิญกับแรงกดดันมากขึ้นที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบด้านลบต่อเศรษฐกิจมากกว่าในด้านบวก โดยคาดการณ์ว่าจะเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.1% ในปีนี้ ซึ่งลดลงร้อยละ 0.4 จากปี 2025 ทั้งนี้ คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตขึ้นร้อยละ 3.4 ในปี 2027
เทนเรย์โรระบุว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกมีปัจจัยกำหนดสองประการด้วยกัน ประการแรกคือสงคราม ซึ่งทำให้พลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ มีราคาสูงขึ้น โดยมีลักษณะคล้ายกับภาวะช็อกด้านอุปทานเชิงลบระดับโลกที่ทำให้สินค้าปรับตัวพุ่งขึ้น รวมถึงฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประการที่สองคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทำหน้าที่เป็นแรงกระตุ้นอุปสงค์เชิงบวก ส่งผลให้ทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านนี้ รวมถึงด้านการค้าและการลงทุนมีมูลค่าสูงขึ้น โดยสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ในระดับโลก มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 29% และหากปราศจากปัจจัยดังกล่าว การค้าโลกในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยรวมจะขยายตัวเพียง 4.6% แทนที่จะเป็น 8.3%

อย่างไรก็ดี ทั้งสองปัจจัยล้วนสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของโลกกำลังเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.7 ในปีนี้ และอยู่ในร้อยละ 4.1 ในปี 2027 ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มที่จะอยู่ร้อยละ 3.9 ในปี 2026 และร้อยละ 3.7 ในปี 2027 โดยผลจากแรงกดดันด้านอุปสงค์และอุปทานดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ในช่วงเวลาที่ระดับหนี้อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการคลังและทวีความเสี่ยงในด้านนี้
เทนเรย์โรกล่าวว่า การที่แนวโน้มเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายในการเผชิญความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์และต้นทุนการกู้ยืม ทั้งนี้ ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกพลังงาน ซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง และประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านการลงทุนปัญญาประดิษฐ์มีแนวโน้มที่จะมีผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า ในทางกลับกัน ประเทศผู้นำเข้าพลังงานและไม่มีกิจกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์มากนัก คาดว่าจะมีโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่า โดยหลายประเทศรายได้ต่ำและรัฐเปราะบางจัดอยู่ในกลุ่มนี้
พร้อมกล่าวว่า สำหรับข้อจำกัดของความสามารถของเศรษฐกิจโลกในการต้านทานต่อความท้าทายต่างๆ ประกอบไปด้วยสามประการด้วยกัน ประการแรกคือ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบ ก๊าซ และผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยาน ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากการชะงักของภาคการผลิตและการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางยืดเยื้อออกไป คาดว่าราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมีการปรับตัวโดยใช้หลายกลไก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งพลังงาน การเพิ่มการผลิตพลังงานในประเทศอื่นๆ การนำสินค้าคงคลังออกมาใช้ การเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานประเภทอื่นอย่างพลังงานหมุนเวียนและใช้ทรัพยากรพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความท้าทายข้างต้นได้ โดยหากปราศจากกลไกปรับตัวเหล่านี้ คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวลดลงอีกร้อยละ 0.6 เหลือเพียงร้อยละ 2.5 แทนที่จะเป็นร้อยละ 3.1
เทนเรย์โรย้ำว่า กลไกการปรับตัวบางประการ โดยเฉพาะการใช้สินค้าคงคลังและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ก็กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และทำให้แรงกดดันด้านอุปทานรุนแรงยิ่งขึ้น
และกล่าวว่า ข้อจำกัดประการที่สองคือ แม้ว่าการลงทุนด้าน AI จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น ทั้งยังมีภาคธุรกิจและบริษัทในอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่กี่แห่งเท่านั้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน (potential choke points) ยิ่งไปกว่านั้น การปรับฐานของมูลค่าตลาด และภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินด้วย
สำหรับข้อจำกัดประการที่สาม เทนเรย์โรกล่าวว่า คือต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อาจเบียดบังงบประมาณที่จำเป็นสำหรับการใช้จ่ายในภาคส่วนอื่นๆ รวมถึงลดทอนพื้นที่ทางการคลังที่รัฐบาลจำเป็นต้องมีเพื่อรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในอนาคต
เทนเรย์โรกล่าวว่า IMF ประเมินว่า หากพิจารณาจากปัจจัยที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น และความเสี่ยงจากการกู้ยืม การถือครองพันธบัตรระยะยาวและแนวโน้มว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นนั้นมีความเสี่ยงมากขึ้น ภายใต้ฉากทัศน์นี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าและประเทศตลาดเกิดใหม่ในปี 2027 จะลดลงจุดร้อยละ 0.5-0.6 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ขอเรียกร้องให้ทุกประเทศดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาด
โดยนโยบายการคลังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและมีวินัย เพื่อควบคุมแรงกดดันด้านอุปสงค์ในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ประเทศที่มีหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณในระดับสูงจำเป็นต้องเริ่มดำเนินการใช้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง (fiscal consolidation) เพื่อรับรองว่าการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนมาตรการสนับสนุนต่างๆ หากมีความจำเป็น ควรเป็นมาตรการชั่วคราวและมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางที่สุด
พร้อมกล่าวว่า ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางควรมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาอย่างแน่วแน่ โดยทิศทางนโยบายการเงินควรมีความเข้มงวดเพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องในระลอกที่สอง และทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายได้ภายในเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ ระดับความเข้มงวดของนโยบายที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา ได้แก่ ระดับเงินเฟ้อเริ่มต้น ความตึงตัวของตลาดแรงงาน และระดับการเผชิญแรงกระแทกจากเทคโนโลยีและสินค้าโภคภัณฑ์
“ในช่วงเวลานี้ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางมีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคยต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลาง ประเทศต่างๆ ควรเดินหน้าสร้างพื้นที่ทางการคลังเพื่อรองรับความเสี่ยง รักษาเสถียรภาพทางการเงิน ส่งเสริมพลวัตของภาคเอกชน และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความท้าทายของอุปทาน” เทนเรย์โรกล่าว
และย้ำว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทก ทว่า ความสามารถดังกล่าวกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด ภารกิจสำคัญต่อจากนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากการประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤต ไปสู่การฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ทั้งการฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังและการส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคอุปทาน โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศต่างๆ ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

