อิหร่าน ปรับกลยุทธ์ ยกระดับโจมตีเรือในฮอร์มุซ มุ่งดันราคาน้ำมันพุ่ง หวังชิ่งกระทบ ศึกเลือกตั้งสหรัฐ
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวระดับสูง 2 รายของอิหร่านเปิดเผยว่า อิหร่านกำลังปรับกลยุทธ์ใหม่ในการมุ่งเป้าโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อมุ่งทำให้ราคาน้ำมันคงอยู่ในระดับสูงต่อไปและส่งผลกระทบต่อศึกเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาที่กำหนดจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้
เจ้าหน้าที่อิหร่าน 2 รายดังกล่าวซึ่งปฏิเสธที่จะเผยรายละเอียดของกลยุทธ์ใหม่นี้ แต่หนึ่งในนั้นบอกว่าอิหร่านได้เริ่มใช้กลยุทธ์เชิงรุกรูปแบบใหม่กับเรือที่ถือว่าละเมิดมาตรการห้ามของอิหร่านมาได้ราว 10 วันแล้ว ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้มีการโจมตีเรือในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งคือการให้ส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งของสหรัฐ
“เป้าหมายคือการขัดขวางความพยายามของสหรัฐและชาติพันธมิตรที่จะทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง” หนึ่งในเจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าว และว่า การตัดสินใจปรับเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่นั้นมาจากระดับผู้นำสูงสุดของอิหร่านและมีการประสานงานกันอย่างเต็มรูปแบบภายในระบอบปกครองของอิหร่าน
รอยเตอร์ยังอ้างเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐรายหนึ่งยืนยันว่าอิหร่านได้มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐได้บดขยี้ขีดความสามารถด้านเรดาร์ของอิหร่านไปเป็นจำนวนมาก โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้เริ่มใช้เรือขนาดเล็กที่มีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ชี้เป้าโดยปราศจากอาวุธ เพื่อระบุตำแหน่งของเป้าหมายที่อาจตกเป็นเป้าโจมตีซึ่งรวมถึงเรือรบของสหรัฐด้วย
เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุด้วยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อน กองทัพสหรัฐพบว่ามีผู้ชี้เป้าชาวอิหร่านหลายคนที่ปฏิบัติการจากเรือเล็กลำหนึ่ง ได้แจ้งเป้าหมายให้ IRGC รับทราบ ซึ่งกองกำลังสหรัฐได้เข้าประจัญหน้ากับเรือลำนั้นและสั่งให้สละเรือ จากนั้นได้ทำลายเรือลำดังกล่าวโดยไม่มีผู้ใดเสียชีวิต
ทั้งนี้อิหร่านได้พยายามเข้าควบคุมและปิดช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยได้จำกัดการสัญจรผ่านเส้นทางเดินเรือดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญแห่งหนึ่งของโลกเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐบาลสหรัฐ
การข่มขู่และการโจมตีของอิหร่าน ส่งผลให้การขนส่งสินค้าและพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงไปอย่างมาก กระทบต่ออุปทานน้ำมันและดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น
ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นตามและสงครามอิหร่านที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมเปิดฉากได้เผาผลาญงบประมาณของสหรัฐตกถึงเดือนละราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ได้กลายเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่ทรัมป์หมายมั่นให้พรรครีพับลิกันของเขาเป็นฝ่ายคว้าชัยและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสไว้ได้ต่อไป โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ระบุว่ากำลังชั่งใจในการดำเนินการขั้นต่อไปกับอิหร่าน แต่ก็กล่าวว่าเขาจะยังไม่ลงมือโจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งมิดเทอม

