ไอเอ็มเอฟเรียกร้องให้สหรัฐ และชาติร่ำรวยอื่นๆ ควบคุมระดับหนี้สิน เพื่อบรรเทาแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) กล่าวระหว่างการร่วมประชุมประจำปี IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า สหรัฐอเมริกาและประเทศร่ำรวยอื่นๆ จำเป็นต้องเร่งรัดจัดการกับระดับหนี้สินทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งกำลังสร้างภาระหนักที่สุดให้กับประเทศที่มีรายได้ต่ำ และกำลังบั่นทอนเสถียรภาพของระบบการเงินโลก
โดยกอร์เกียวา กล่าวว่า ในขณะที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และผู้นำสหรัฐคนอื่นๆ ตระหนักดีว่า การขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะของสหรัฐนั้นสูงเกินไปแล้ว แต่การพึ่งพาเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ไม่เพียงพอ
ไอเอ็มเอฟเชื่อว่า แม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีส่วนช่วยได้ แต่ก็ไม่สามารถนำไปสู่การปรับตัวที่จำเป็นได้รวดเร็วเพียงพอ และว่า ไม่มีทางลัดหรือเวทมนตร์ใดๆ จึงจำเป็นต้องมุ่งไปในทิศทางของการรัดเข็มขัดทางการคลัง ลดระดับหนี้ และลดการขาดดุลงบประมาณลง
ข่าวระบุว่า ระดับหนี้สินและภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามอิหร่าน ที่ผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ และเพิ่มภาระให้กับประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก
โดยความพยายามในการควบคุมหนี้สินผ่านสิ่งที่ กอร์เกียวา และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ เรียกว่า “การปรับฐานะทางการคลังให้มั่นคง” ต้องเผชิญกับอุปสรรคจากการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมหาศาล ในช่วงการระบาดของโควิด-19 และหลังจากนั้น
ด้าน โรดริโก วัลเดส ผู้อำนวยการกรมกิจการการคลัง ของไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ความเสี่ยงทางการคลังกำลังเพิ่มสูงขึ้น แต่หลายประเทศยังขาดการตอบสนองที่เหมาะสม และในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าขนาดใหญ่ ผลกระทบจากการขาดวินัยทางการคลังไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่จะส่งผลกระทบไปยังส่วนอื่นๆของโลกด้วย
ทั้งนี้ ในรายงาน Fiscal Monitor ฉบับล่าสุดของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ภาระการจ่ายดอกเบี้ยได้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบกับรายได้ ประกอบกับความช่วยเหลือทางการเงินที่ลดลง ได้สร้างช่องว่างทางการเงินที่บางประเทศไม่สามารถหาเงินทุนมาอุดได้
สถานการณ์ดังกล่าว ได้บีบให้ประเทศต่างๆ ต้องตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่างการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางที่สุด กับการปฏิบัติตามภาระผูกพันในการชำระหนี้คืน
อเล็กซานเดอร์ เดอ ครู อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียมและผู้บริหารโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพี ว่า เราทราบดีว่าปัจจุบัน ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉลี่ย ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วถึง 3 เท่า
โดยเฉลี่ยแล้ว งบประมาณภาครัฐเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ ถูกนำไปใช้เพื่อชำระหนี้สิน ประกอบกับปัจจัยลบต่างๆ เช่นราคาเชื้อเพลิง ปุ๋ย และสินค้าจำเป็นอื่นๆ ที่พุ่งสูงขึ้น ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำจำนวนมาก แทบไม่มีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
เดอ ครู กล่าวว่า “พูดตามตรง เรายังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย”
อย่างไรก็ตาม การสร้างงานถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามามีบทบาทมากขึ้นจนอาจทำให้อาชีพดั้งเดิมจำนวนมากต้องหายไป โดยคาดการณ์ว่า จะมีคนหนุ่มสาวกว่า 1.2 พันล้านคน เข้าสู่ตลาดแรงงานโลกในทศวรรษหน้า ขณะที่การคาดการณ์ระบุว่า จะมีการสร้างงานใหม่สุทธิเพียง 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา UNDP ได้ประกาศเปิดตัวโครงการริเริ่ม “Jobs for Prosperity” หรือ งานเพื่อความมั่งคั่ง ซึ่งจะร่วมมือกับรัฐบาล ธนาคารเพื่อการพัฒนาต่างๆ เช่น ธนาคารโลก และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อส่งเสริมการลงทุนในสาขาสำคัญที่ช่วยสร้างงานได้มาก เช่น การท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
เดอ ครู บอกว่า โครงการริเริ่มนี้รวมถึงความพยายามด้านอื่นๆ จะมุ่งเน้นไปที่การช่วยให้ประเทศต่างๆดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น ผ่านการปรับปรุงธรรมาภิบาลและนโยบายภาครัฐ ควบคู่ไปกับการจัดเตรียมและพัฒนาโครงการที่น่าสนใจและพร้อมสำหรับการลงทุน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้จริง และมีการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำได้สำเร็จในหลายพื้นที่ทั่วโลก

