ยุโรปปั่นป่วน! กระแสประท้วงลุกลามหลายประเทศ เรียกร้องทั้งประเด็นการศึกษา แก้ปัญหาทุจริต ต้านสงคราม
สำนักข่าวเอพีรายงานว่า นอกเหนือจากการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ ในประเทศฝรั่งเศสแล้ว ยังมีอีกหลายเมืองในยุโรป ที่มีการชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นมิลาน โรม ปราก ลิสบอน และตูริน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องจัดกำลังตำรวจและทหารจำนวนมากในการควบคุมการชุมนุมประท้วงดังกล่าว ซึ่งการประท้วงครอบคลุมประเด็นต่างๆมากมาย ตั้งแต่การศึกษา การทุจริต ไปจนถึงการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านสงคราม เงินบำนาญ และที่อยู่อาศัย
มิลาน
ข่าวระบุว่า การประท้วงที่มิลาน เป็นการประท้วงอย่างสันติ โดยมีผู้ประท้วงที่เป็นกลุ่มคนวัยรุ่นออกมารวมตัวเดินขบวนตามท้องถนนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่มารวมตัวกันตอนพลบค่ำ มีการตะโกนถ้อยคำดูหมิ่นนางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี พร้อมชูป้ายข้อความเช่น “ไม่เอาคำโกหกจากรัฐ”
ขณะที่ทางการได้มีการจัดกำลังทหารออกไปประจำการตามท้องถนนราว 5,000 นาย ก่อนจะมีการส่งทหารอีก 500 นาย เสริมเข้าไปในมิลาน และยังมีการใช้โดรนในการเฝ้าระวัง ดำเนินการตรวจสอบตามสถานีรถไฟ จัดเตรียมหน่วยปฏิบัติการตอบโต้ฉับพลัน และติดตามข้อมูลออนไลน์เพื่อเฝ้าระวังการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง

จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้ประกาศมาตรการหลายอย่าง รวมถึงการส่งกำลังทหารเพิ่มเติมอีก 500 นาย ไปยังเมืองมิลาน และบทลงโทษที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้เยาว์ ซึ่งตำรวจระบุว่า เป็นกลุ่มผู้ประท้วงส่วนใหญ่ที่ใช้ความรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และมีการควบคุมตัวผู้เยาว์ไว้หลายคน
ทั้งนี้ มีรายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่ง ได้นำมูลสัตว์มาเททิ้งไว้บริเวณที่หน้าหน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานของอิตาลี และเผาใบแจ้งค่าไฟฟ้าจำลองขนาดใหญ่
สื่ออิตาลี รายงานว่า ปิเอร์ฟรานเชสโก มาจอริโน ผู้ประกาศตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมิลาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมการเดินขบวนด้วย และได้กล่าวถึงบรรยากาศในวันนั้นว่า เป็นไปอย่างสงบ
ด้านร้านค้าแบรนด์หรูต่างๆ ในย่านแฟชั่นของมิลาน เช่น เช่น Omega, Tiffany และ Gucci ได้พากันนำแผ่นไม้มาปิดหน้าร้านไว้ เช่นเดียวกับร้าน Apple ที่ได้ปิดทำการเช่นกัน จนถึงช่วงเย็น ก่อนที่บางร้านจะกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ แต่บางร้าน ก็ยังปิดอยู่
ข่าวระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงได้ยุติการเดินขบวนอย่างสงบในช่วงเย็นวันเสาร์ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคแห่งมิลาน ซึ่งอยู่ห่างจากกลางเมืองไปกว่า 3 กิโลเมตร
กรุงโรม
ส่วนที่กรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี มีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยมีการปิดล้อมย่านร้านค้าแบรนด์หรูทั้งหลาย และเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่บริเวณ เซอร์คัส แม็กซิมัส และ จัตุรัสเปียซซา เดล โปโปโล
มีรายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งได้พยายามบุกเข้าไปในโคลอสเซียม แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันตัวออกมา ขณะเดียวกัน มีนักเรียนหลายร้อยคนรวมตัวกันประท้วงอย่างสงบ เพื่อแสดงจุดยืนยันว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้ก่อจลาจล
ริคคาร์โดน ปอนซิโอ ประธานระดับชาติของสมาคมนักเรียนฝ่ายขวาจัดแห่งอิตาลี กล่าวว่า “ผมคิดว่าภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก โดยเฉพาะสำหรับคนหนุ่มสาว นักเรียนและคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่ต้องการมุ่งมั่นกับการเรียน พวกเขาไม่ยอมรับการถูกเหมารวมว่าเป็นกลุ่มเดียวกับคนที่ฉวยโอกาสจากประเด็นปัญหาและความต้องการต่างๆมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายเมืองทั้งเมือง”
นอกจากนี้ ยังมีการเดินขบวนต่อต้านสงครามแยกออกมาอีกกลุ่มหนึ่งในใจกลางกรุงโรม โดยผู้จัดการประท้วงพยายามแสดงจุดยืนแยกตัวออกจากเหตุความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้เข้าร่วม เปิดเผยใบหน้าและไม่ปกปิดมือ
มีรายงานว่ากลุ่มผู้เดินขบวนกลุ่มนี้ เผชิญหน้าและปะทะกับตำรวจในช่วงสั้นๆ ใกล้กับจัตุรัสเปียซซา เดลลา เรปุบบลิกา แม้ว่าทางผู้จัดงานจะพยายามควบคุมฝูงชนด้วยการใช้กระบองและแก๊สน้ำตา ในท้ายที่สุด กลุ่มผู้ประท้วงได้ถอยร่นออกไป เมื่อมีการฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใส่ ทำให้ต้องถอยไปรวมตัวกันในจุดที่ห่างออกไปราวครึ่งกิโลเมตร
แอลเบเนีย
ที่กรุงติรานา เมืองหลวงของแอลเบเนีย ตำรวจควบคุม ฝูงชน ได้ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนได้จุดไฟเผาอาคารของรัฐบาลและขว้างปาสิ่งของเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทางการระบุว่า มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 2,500 นาย ออกปฏิบัติหน้าที่ตามท้องถนนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงได้ขว้างปาทั้งก้อนหิน พลุไฟ ระเบิดเพลิง และดอกไม้ไฟเข้าใส่เจ้าหน้าที่ ที่ตอบโต้ด้วยการใช้กระบอง และแก๊สน้ำตา ในการเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงบริเวณใจกลางเมือง

ทั้งนี้ กลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัย ต่างเรียกร้องให้มีการลดค่าเล่าเรียน เพิ่มการลงทุนของรัฐในด้านการศึกษาและประท้วงปัญหาการทุจริตในระบบการศึกษา โดยบางส่วนได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านรัฐบาลในวงกว้าง ซึ่งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเอดี รามา จากพรรคสังคมนิยม ลาออกจากตำแหน่ง
โดยก่อนหน้านี้ มีการประท้วงอีกกลุ่มหนึ่งที่จัดโดยฝ่ายค้านบริเวณหน้าสำนักงานนายกรัฐมนตรี ซึ่งสถานการณ์ได้บานปลายกลายเป็นความรุนแรง และมีผู้ประท้วงบางส่วนจุดไฟเผาบนท้องถนน
นายรามา กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า รัฐบาลกำลังเตรียมการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนและได้เชิญชวนให้เข้ามาหารือกัน พร้อมเตือนว่า ผู้ประท้วงที่ใช้ความรุนแรงจะต้องเจอกับบทลงโทษตามกฎหมาย
กรุงมาดริด
ที่กรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน มีผู้เกษียณอายุ และผู้คนอื่นๆอีกหลายพันคน เดินขบวนกันอย่างสงบ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องไม่ให้มีการแทรกแซงบำนาญของรัฐ โดยผู้ประท้วงวัย 68 ปี คนหนึ่ง กล่าวว่า “พวกเขากำลังขู่เราด้วยการแปรรูปบำนาญ มันเป็นเพียงอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องการหากำไร”
ทั้งนี้ สเปนกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่พรรคสังคมนิยมของเปโดร ซานเชซ วิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชน ฝ่ายค้านที่พยายามแปรรูปบำนาญของรัฐ นอกจากนี้ สเปนยังเผชิญกับการประท้วงในฤดูใบไม้ร่วงนี้ เกี่ยวกับปัญหาที่อยู่อาศัย เนื่องจากค่าเช่าและราคาบ้านเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนชาวสเปนหลายคนไม่สามารถจ่ายได้ก
กรุงลิสบอน
ส่วนที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส มีผู้ออกมาประท้วงเรียกร้องที่อยู่อาศัยในราคาไม่แพง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเช่นกัน นอกจากนี้ยังมุ่งเป้าไปที่มาตรการล่าสุด ที่รัฐบาลของ หลุยส์ มอนเตเนโกร นายกรัฐมนตรีโปรตุเกส ประกาศใช้ ซึ่งรวมถึงการผ่อนปรนข้อจำกัดการขึ้นค่าเช่ารายปี และการอำนวยความสะดวกในการขับไล่ผู้เช่าที่ไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้
อย่างไรก็ตาม มอนเตเนโกรปกป้องมาตรการเหล่านี้ โดยกล่าวว่ามีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้เช่าและเจ้าของบ้าน และกระตุ้นตลาดเช่า ผู้ประท้วงอ้างว่ามาตรการเหล่านี้ไม่สมดุลและทำให้ผู้เช่าอยู่ในสถานะที่เปราะบางมากขึ้น
กรุงปราก
ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก มีผู้คนออกมารวมตัวกันจำนวนมาก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อรื้อฟื้นการประท้วงต่อต้านแผนการของรัฐบาลภายใต้การนำของ อันเดรย์ บาบิส มหาเศรษฐี ที่มุ่งเน้นปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรงบประมาณสำหรับสื่อสาธารณะ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นอิสระของสื่อ

โดยฝูงชนหลายพันคน รวมตัวกันบริเวณจัตุรัสโอลด์ทาวน์ จนล้นออกมาเต็มตามท้องถนนโดยรอบ ซึ่งผู้ประท้วงไม่พอใจที่รัฐบาลผสม ผลักดันแผนดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันเมื่อสองวันก่อน โดยกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีการถอนร่างกฎหมายดังกล่าว และเรียกร้องให้นายบาบิส เปิดโอกาสให้มีการอภิปรายสาธารณะอย่างรอบด้านเกี่ยวกับประเด็นนี้
ด้านบุคลากรของสื่อสาธารณะ ประกาศจะนัดหยุดงานในวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยได้รับการสนับสนุนจากสหภาพแรงงาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ องค์กรทางศาสนา องค์กรสื่อระหว่างประเทศ และภาคส่วนอื่นๆ อีกมากมาย
โดยกลุ่มผู้ประท้วงประกาศว่า จะจัดการชุมนุมขึ้นที่สวนสาธารณะเล็ตนา ในกรุงปราก ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นเวลา 2 วัน ก่อนถึงวันครบรอบเหตุการณ์ “การปฏิวัติกำมะหยี่” ในปี ค.ศ.1989 ที่ ที่โค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์และยุติการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ดำเนินมานานกว่า 40 ปี

