สัมผัสวัฒนธรรมอาหารเบลเยียม ผ่าน ‘King’s Day Menu’ ณ Belgo Belgian Brewery
หากพูดถึงเบลเยียม หลายคนอาจนึกถึงช็อกโกแลต วาฟเฟิล หรือเฟรนช์ฟรายส์ แต่เสน่ห์ของประเทศเล็กๆ ในยุโรปแห่งนี้ยังมีอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกอยู่ในวิถีชีวิต นั่นคือ “อาหาร” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่รับประทานเพื่อเติมเต็มความต้องการของร่างกาย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพบปะ พูดคุย และใช้เวลาร่วมกันของผู้คน
ล่าสุด “Belgo – Belgian Brewery & Restaurant” ร้านอาหารเบลเยียมที่ต้องการถ่ายทอดวัฒนธรรมดังกล่าวให้เข้าถึงผู้คนในเอเชีย เริ่มต้นจากความตั้งใจของ “Gauthier Lagasse” และ “Francois Schwennicke” สองผู้ก่อตั้ง ที่ต้องการนำประสบการณ์อาหารเบลเยียมต้นตำรับมาสู่ภูมิภาค โดยเปิดร้านสไตล์บราสเซอรีแห่งแรก ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2016 ก่อนขยายสู่กรุงเทพฯ ด้วยสาขาล่าสุดที่ชั้น 2 Groove ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

แนวคิดของร้านไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม แต่ต้องการจำลองบรรยากาศของ Belgian Brasserie หรือร้านอาหารกึ่งผับที่พบเห็นได้ในเบลเยียม ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับแวะมารับประทานอาหาร พบปะเพื่อนฝูง หรือผ่อนคลายหลังเลิกงาน โดยมีอาหารหลากหลายเมนูเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์
อีกหนึ่งโอกาสพิเศษที่ Belgo ต้องการร่วมเฉลิมฉลองคือ King’s Day หรือวันเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์แห่งเบลเยียม ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 15 พฤศจิกายน นับตั้งแต่ปี 1866 เพื่อถวายเกียรติแด่พระมหากษัตริย์พระองค์แรกของประเทศ วันดังกล่าวยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองด้วยบรรยากาศเรียบง่ายและอบอุ่น สะท้อนวิถีชีวิตและความผูกพันของชาวเบลเยียม

สำหรับประเทศไทย วันสำคัญนี้ยังมีความหมายในอีกมิติหนึ่ง เพราะเบลเยียมและไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตและมิตรภาพมายาวนานกว่า 150 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ที่ลงนามร่วมกันในปี 1868 ก่อนจะพัฒนาความสัมพันธ์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีสัญลักษณ์ที่หลายคนคุ้นตาอย่างสะพานไทย-เบลเยียมเป็นหนึ่งในภาพแทนของสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ในโอกาสนี้ Belgo จึงนำเสนอ “King’s Day Menu” เมนูพิเศษที่ชวนทำความรู้จักกับรสชาติอาหารเบลเยียมผ่านเมนูจานเด่น เริ่มจาก การ์บอนาดฟลาม็องด์ (Flemish Carbonnade) หรือสตูว์เนื้อวัวสไตล์เฟลมิช นำเนื้อวัวมาเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนเนื้อนุ่มและซึมซับรสชาติของน้ำสตูว์ เกิดเป็นรสเข้มข้นที่มีมิติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว

อีกหนึ่งเมนูที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารเบลเยียมอย่างใกล้ชิดคือ หอยแมลงภู่ หรือ มูลส์ มาริเนียร์ (Mussels Mariniere) ซึ่งเป็นการปรุงหอยแมลงภู่ในรูปแบบคลาสสิกที่ให้ความสำคัญกับรสหวานตามธรรมชาติของวัตถุดิบ โดย Belgo นำเสนอเมนูนี้พร้อมผสานแรงบันดาลใจจากอาหารไทย ทำให้ได้รสชาติที่มีความคุ้นเคยและน่าสนใจในเวลาเดียวกัน

ส่วนเมนูที่หลายคนอาจคุ้นเคยในชื่อเฟรนช์ฟรายส์ แท้จริงแล้ว “Belgian Frites” หรือ “ฟริตคอต (Fritkot)” ก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมอาหารที่ชาวเบลเยียมภาคภูมิใจ จุดเด่นอยู่ที่มันฝรั่งทอดกรอบนอกนุ่มใน รับประทานคู่กับซอสหลากหลายชนิด โดยเฉพาะมายองเนส ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเคียงยอดนิยม นอกจากซอสสูตรต้นตำรับแล้ว Belgo ยังมีซอสอันดาลูสและซอสทรัฟเฟิลให้เลือกเพิ่มรสชาติอีกด้วย

นอกจากเมนูจานหลักแล้ว ยังมี เบปาส (Bapas) หรืออาหารคำเล็กที่เหมาะสำหรับแบ่งปันระหว่างมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็น บิตเตอร์บัลเลิน (Bitterballen) ชีสบอร์ด และชาร์กูว์ทรี (Charcuterie) รวมถึง ฟลามเมอคูเช (Flammenkueche) หน้าต่างๆ และพาสตาที่มีส่วนผสมของเบียร์ เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากลองรสชาติหลากหลายโดยไม่จำเป็นต้องสั่งอาหารจานใหญ่



ปิดท้ายด้วย Belgian Waffles หรือ วาฟเฟิลเบลเยียม ขนมหวานที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของประเทศ ตัววาฟเฟิลมีเนื้อสัมผัสและกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สามารถเติมท็อปปิ้งได้ตามชอบ ตั้งแต่ บิสกิตสเปคูลูส (Speculoos) ไปจนถึง วาฟเฟิล มิกาโดะ (Waffle Mikado) เหมาะสำหรับเติมความหวานหลังมื้ออาหาร หรือเลือกเป็นเมนูสำหรับช่วงบรันช์ก็ได้เช่นกัน


Gauthier Lagasse และ Francois Schwennicke กล่าวว่า เป้าหมายของร้านคือการทำให้ผู้คนเข้าถึงวัฒนธรรมเบลเยียมได้ง่ายขึ้น ผ่านบรรยากาศที่ผ่อนคลาย อาหารรสเลิศ และช่วงเวลาดีๆ ที่ได้ใช้ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเสน่ห์ของวัฒนธรรมอาหารไม่ได้อยู่ที่รสชาติบนจานเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ประสบการณ์และความทรงจำที่เกิดขึ้นรอบโต๊ะอาหารด้วย
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสัมผัสวัฒนธรรมอาหารเบลเยียมผ่าน King’s Day Menu ได้ที่ Belgo – Belgian Brewery & Restaurant สาขาใหม่ ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 พฤศจิกายน ณ ชั้น 2 Groove ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-23.00 น.

