‘วัยทำงาน’ ครองสัดส่วน คนอ้วน ครึ่งหนึ่งของไทย แพทย์แนะลดน้ำหนักให้ถูกวิธี ก่อนสุขภาพพัง

6.08.26 | 14:28 น.

‘วัยทำงาน’ ครองสัดส่วนคนอ้วนครึ่งหนึ่งของไทย แพทย์แนะลดน้ำหนักให้ถูกวิธี ก่อนสุขภาพพัง

ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดย กรมควบคุมโรค คาดการณ์ว่าในปี 2578 จะมีผู้มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนกว่า 1.9 พันล้านคน ขณะที่ผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 7 (พ.ศ.2567-2568) พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนถึงร้อยละ 45 และอ้วนลงพุงร้อยละ 44.7 โดยกว่าครึ่งเป็นวัยทำงาน ซึ่งมักเลือกวิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน ทั้งอดอาหารและออกกำลังกายหนัก หวังเห็นผลเร็ว แต่กลับทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จในระยะยาว


พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน อธิบายว่า สาเหตุที่วัยทำงานอ้วนง่ายเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการเผาผลาญที่ลดลงตามอายุ การนั่งทำงานเป็นเวลานาน การรับประทานอาหารแปรรูปหรือฟาสต์ฟู้ดเพราะความสะดวก การอดมื้ออาหารแล้วไปกินหนักในช่วงดึก รวมถึงความเครียดและการนอนไม่เพียงพอ ซึ่งล้วนส่งผลให้ร่างกายสะสมไขมันและสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำให้การเผาผลาญลดลงและลดน้ำหนักได้ยากขึ้น

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ “อ้วนลงพุง” แม้น้ำหนักจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ไขมันที่สะสมในช่องท้องและรอบอวัยวะภายในมีความอันตรายสูง เพราะสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน ไขมันพอกตับ โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ข้อเข่าเสื่อม ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด

ซึ่งการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วไม่ได้หมายถึงการลดที่มีคุณภาพ เพราะสิ่งที่ร่างกายสูญเสียอาจเป็นมวลกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน เมื่อกล้ามเนื้อลดลง ระบบเผาผลาญจะทำงานช้าลง ฮอร์โมนความหิวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิด “โยโย่เอฟเฟ็กต์” น้ำหนักกลับมาเพิ่มได้ง่าย นอกจากนี้ยังอาจทำให้ประจำเดือนผิดปกติ ขาดวิตามินและแร่ธาตุ ผมร่วง ผิวแห้ง อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย หากพบอาการเหล่านี้ควรหยุดลดน้ำหนักด้วยตนเองและปรึกษาแพทย์

Advertisement

ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนสามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มลดน้ำหนัก เพื่อประเมินหาสาเหตุ เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ รวมถึงตรวจคัดกรองโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ก่อนวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจประกอบด้วยการปรับโภชนาการ การดูแลโดยนักกำหนดอาหาร และการใช้ยารักษาโรคอ้วนในผู้ที่มีข้อบ่งชี้ ภายใต้การดูแลของแพทย์

สำหรับการป้องกันและควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืน แนะนำให้ลดอาหารหวานและของว่างระหว่างมื้อ รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ เลือกเมนูต้ม นึ่ง ย่าง แทนของทอด ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่กับเวตเทรนนิ่ง 2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ รวมถึงเพิ่มการเคลื่อนไหวระหว่างวัน เช่น ลุกเดินทุก 30 นาที หรือใช้บันไดแทนลิฟต์

พญ.ธนพรกล่าวทิ้งท้ายว่า โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่อง หัวใจสำคัญไม่ใช่การลดน้ำหนักให้เร็วที่สุด แต่คือการปรับพฤติกรรมให้ทำได้จริงและทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการกลับมาอ้วนซ้ำ และมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว