‘ซาบีดา’ ยันปราสาทตาควาย–คนา เป็นโบราณสถานไทย เตรียมแจงจุดยืนถึงกัมพูชา
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปกป้อง คุ้มครอง และรักษาโบราณสถานและโบราณวัตถุซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย โดยยึดข้อเท็จจริง หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ภายหลังจากวธ.ได้รับหนังสือจากกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์แห่งกัมพูชา ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ซึ่งมีข้อกล่าวอ้างและข้อเรียกร้องเกี่ยวกับโบราณสถานและโบราณวัตถุบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา
รัฐมนตรีว่าการวธ. กล่าวต่อว่า ปราสาทตาควายและปราสาทคนาได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตามกฎหมายไทยแล้ว การดำเนินงานของหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องจึงเป็นไปเพื่อปกป้อง คุ้มครอง และรักษาโบราณสถานและโบราณวัตถุภายใต้กรอบกฎหมายไทย โดยคำนึงถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
สำหรับปราสาทคนา กรมศิลปากรเคยดำเนินการสำรวจพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2544 โดยในขณะนั้นไม่พบเจ้าหน้าที่ทหารหรือพลเรือนชาวกัมพูชาในบริเวณพื้นที่ที่สำรวจ และไม่ปรากฏการคัดค้านหรือขัดขวางการดำเนินงานจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของประวัติการดำเนินงานสำรวจของหน่วยงานไทยที่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องได้
ภายหลังเหตุการณ์การสู้รบและการหยุดยิง หน่วยงานไทยได้ดำเนินการดูแลรักษาพื้นที่และมรดกทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง โดยกรมศิลปากรได้สำรวจและจัดทำบัญชีรายการโบราณวัตถุที่พบในบริเวณปราสาทคนา พร้อมนำไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการสูญหาย การถูกทำลาย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อันเป็นการดำเนินการเพื่อคุ้มครองโบราณวัตถุให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
สำหรับข้อเรียกร้องของฝ่ายกัมพูชาให้ส่งคืนโบราณวัตถุที่พบในบริเวณปราสาทคนา นางสาวซาบีดายืนยันว่า โบราณวัตถุดังกล่าวเป็นโบราณวัตถุของไทย ซึ่งกรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจ จัดทำบัญชีรายการ และนำไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการสูญหาย การถูกทำลาย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองและรักษามรดกทางวัฒนธรรมของไทยภายใต้กฎหมายไทย ประเทศไทยไม่อาจยอมรับข้อเรียกร้องให้ส่งคืนโบราณวัตถุโดยอาศัยเพียงการกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชา โดยปราศจากหลักฐานและฐานสิทธิทางกฎหมายที่ชัดเจนรองรับ ทั้งนี้ ประเทศไทยจะยืนหยัดในการปกป้อง คุ้มครอง และรักษาโบราณวัตถุของไทย โดยยึดข้อเท็จจริง หลักฐาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ส่วนกรณีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการใช้โบราณสถานเพื่อประโยชน์ทางทหารหรือการจงใจทำให้โบราณสถานเสียหายนั้น ฝ่ายไทยไม่ยอมรับข้อกล่าวหาดังกล่าว และยืนยันว่าการดำเนินงานของหน่วยงานไทยมีเป้าหมายเพื่อดูแลรักษาและคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากโบราณสถานในทางทหารหรือการจงใจสร้างความเสียหายให้แก่โบราณสถาน
พร้อมกันนี้ กรมศิลปากรได้เตรียมการสำหรับการอนุรักษ์และบูรณะโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ เพื่อฟื้นฟูสภาพและรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของโบราณสถานเหล่านั้นให้คงอยู่สืบไป โดยการดำเนินงานจะต้องอาศัยการสำรวจและประเมินสภาพความเสียหาย ตลอดจนหลักวิชาการด้านการอนุรักษ์ที่เหมาะสม เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรอบคอบและรักษาคุณค่าของโบราณสถานไว้ให้ได้มากที่สุด
น.ส.ซาบีดากล่าวต่อว่า วธ.จะจัดทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงวธ.และวิจิตรศิลป์แห่งกัมพูชา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ประวัติการสำรวจพื้นที่ การดำเนินการดูแลรักษาโบราณวัตถุ ตลอดจนแนวทางการอนุรักษ์และบูรณะโบราณสถานที่ได้รับความเสียหาย พร้อมยืนยันจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของไทยภายใต้กฎหมายและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
“ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการรักษามรดกทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของโบราณสถานและโบราณวัตถุ การดำเนินการทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง หลักฐาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เราจะปกป้องและรักษามรดกทางวัฒนธรรมของไทยอย่างเต็มที่ พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อฝ่ายกัมพูชาผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าว
วธ.ยืนยันว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างรอบคอบ หนักแน่น และเป็นไปตามหลักฐานและกฎหมาย โดยมุ่งคุ้มครองโบราณสถานและโบราณวัตถุให้คงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป




