วธ. ชูทุนวัฒนธรรมอีสาน 5 จังหวัด ต่อยอดผ้าไทย-อาหารท้องถิ่น ดึงท่องเที่ยวจุดแข็ง-สร้างรายได้

3.11.26 | 15:02 น.

วธ. ชูทุนวัฒนธรรมอีสาน 5 จังหวัด ต่อยอดผ้าไทย-อาหารท้องถิ่น ดึงท่องเที่ยวจุดแข็ง-สร้างรายได้

น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 5 จังหวัด ได้มอบนโยบายการกำหนดโครงการสำคัญของแต่ละจังหวัด โดยต้องพิจารณาศักยภาพและอัตลักษณ์ของพื้นที่ทั้งแหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน งานหัตถกรรม ผ้าไทย อาหารพื้นถิ่น ประเพณี และภูมิปัญญาชุมชน แล้วนำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว สิ่งสำคัญทุกโครงการต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถติดตามและประเมินผลได้ ทั้งจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการต่อยอด โอกาสทางการตลาด การสร้างงานและรายได้ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชนและคนรุ่นใหม่ในการสืบทอดภูมิปัญญา ไม่ได้ต้องการให้โครงการปี 2570 เป็นเพียงการจัดกิจกรรมให้ครบตามแผน แต่ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ต้องเห็นว่าชุมชนเข้มแข็งขึ้น ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ประชาชนมีโอกาสสร้างอาชีพและรายได้ ทั้งนี้จะนำข้อเสนอจากทั้ง 5 จังหวัดมาพิจารณาบูรณาการให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด โดยสนับสนุนให้แต่ละพื้นที่มีโครงการที่สะท้อนจุดแข็งมาพัฒนาในการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมร่วมกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพของกลุ่มจังหวัดและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนในวงกว้าง


ด้านนางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า พื้นที่ 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและมีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งด้านประเพณี ศิลปะการแสดง โดยเฉพาะหมอลำที่ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ รวมถึงอาหารพื้นถิ่นที่มีความหลากหลายและมีรสชาติเฉพาะตัว สวธ.จึงมุ่งผลักดันทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านผ้า อาหาร และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะโครงการ รสชาติที่หายไปThe Lost Taste ที่รวบรวมเมนูอาหารพื้นถิ่นจากทั่วประเทศ ซึ่งในส่วนของภาคอีสานมีอาหารที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชน สามารถนำมาต่อยอดเป็นสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวได้

“แนวทางการทำงานของสวธ. ไม่ได้มองแค่การผลิตผ้าหนึ่งชิ้นหรือสินค้าออกมาหนึ่งชิ้นแล้วจบ แต่ต้องการนำทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นของดีในแต่ละพื้นที่ ทั้งอาหาร เสื้อผ้า และวิถีชีวิต มาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเปลี่ยนจากการขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เป็นการขายประสบการณ์ให้คนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่น การเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือปรุงอาหารท้องถิ่น หรือเรียนรู้การทำส้มตำรสแซ่บ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้” นางโชติกา กล่าว

Advertisement

อธิบดีสวธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการผลักดันอาหาร The Lost Taste ที่ผ่านมา ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีการคัดเลือกเมนูอาหารประมาณ 200-300 รายการ ก่อนประสานความร่วมมือกับภัตตาคารและเชฟเข้ามาทดลองชิมและนำเมนูอาหารเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นรายการอาหารในร้าน ซึ่งช่วยให้เจ้าของสูตรอาหารพื้นถิ่นมีช่องทางสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังทำให้อาหารท้องถิ่นเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสและลิ้มลองอาหารถึงแหล่งกำเนิด สร้างรายได้ต่อเนื่องไปถึงภาคการท่องเที่ยวและชุมชน ส่วนความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม Grab เป็นการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานปลัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะต้องการรับประทานที่ใด โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะช่วยประชาสัมพันธ์ทั้งอาหารในโครงการ The Lost Taste และเมนูขึ้นชื่ออื่นๆ ของแต่ละพื้นที่ เพื่อขยายช่องทางการตลาดและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น

สำหรับการขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคอีสาน กรมส่งเสริมวัฒนธรรมมีแผนต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในแต่ละจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งมรดกโลกอย่างบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี หรือมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ โดยไม่ต้องการให้การขึ้นทะเบียนหรือการได้รับการยอมรับเป็นมรดกสิ้นสุดอยู่เพียงเท่านั้น แต่ต้องขับเคลื่อนต่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม