บช.ก. แจงยึดทรัพย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์-สีกาเอ๋ กว่า 700 ล้านบาท พบแผนประทุษกรรม ตั้งมูลนิธิเถื่อน รับโอนเงิน ก่อนส่งต่อเข้าบัญชีตัวเอง แล้วออกใบอนุโนทนาบัตรปลอมในชื่อวัด
เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป., ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป., พ.ต.ท.หญิง สิริภา ศรีทรัพย์ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.1 บก.ป. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยนายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงข่าวการจับกุมเจ้าอาวาสวัดดัง จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมสีกาคนสนิท เบียดบังเงินวัดกว่า 100 ล้านบาท
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเริ่มจากเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม แจ้งเบาะแสพฤติกรรมของอดีตพระวชิรญาณ (อติโชติ) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่ามีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมและอาจมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ น.ส.ปุณยวีร์ ซึ่งไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่กลับมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
ซึ่งความยากในคดีนี้คือวัดดังกล่าวมีความผู้ศรัทธาเป็นจำนวนมาก ทั้งประชาชนทั่วไป ร่วมไปถึงข้าราชการหลายระดับ พบ 2 เส้นทางการเงิน คือเส้นแรกการออกใบอนุโมนาบัตรให้กับบุคคล ในการเช่าวัตถุมงคล 22 รายการ กว่า 2.8 ล้าน และพยานยังยืนยันว่า เจ้าอาวาสสั่งให้ออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นเรื่องจริง ส่วนอีกเส้นเงินคือ ใบอนุโมทนาบัตรออกมาเพื่อบำรุงวัด เส้นเงินนี้ 89 ล้านบาท และรวม 2 เส้นเงิน 92 ล้านบาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบว่า ไม่มีเงินจำนวนนี้เข้าไปในบัญชีวัดแม้แต่บาทเดียว ทำให้เชื่อว่าเจ้าอาวาส ทุจริตเงินวัดจริง จึงได้ทำการขอศาลอาญาทุจริตภาค 1 ออกหมายจับ ในข้อหา ‘เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ฯ, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ, และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน’
และ น.ส.ปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ ออกหมายจับข้อหา ‘สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด และสมคบกัน ร่วมกันฟอกเงิน’

จนนำมาสู่การปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา และเข้าตรวจค้น 6 จุด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี, กรุงเทพมหานคร และ จ.บุรีรัมย์ ผลการตรวจค้น สามารถยึดทรัพย์ที่แปรสภาพจากความศรัทธาของประชาชนกว่า 215 ล้านบาท ซุกซ่อนตามที่ต่างๆ ในกุฏิ เป็นเงินสดทั้งสกุลไทยและสกุลต่างประเทศ, ทองคำแท่ง, ทองคำรูปพรรณ 1,066 บาททองคำ พระเครื่อง โฉนดที่ดิน
โดยหลังจากนี้ ป.ป.ช.และ ปปง.จะช่วยในการขยายผลต่อเพื่อแยกเส้นเงินออกมาว่าอันไหนเป็นเงินวัด อันไหนเป็นเงินส่วนตัว และแยกคนไม่ดีออกจากวัดเพื่อคืนความศรัทธาให้กับประชาชน
พร้อมทั้งฝากไปยังคน 2 กลุ่ม “กลุ่มแรกถ้ารู้สึกว่าเงินของตัวเองบริจาคไปแล้วและใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ให้เข้ามาให้ข้อมูลได้ตลอดเวลา และฝากเตือนไปยังหลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายหากมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ให้หยุดทันที หากตรวจพบผมไม่เอาไว้แน่นอน”
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้สารตั้งต้นของ 2 เส้นเงินนั้น ยังต้องมีการขยายผลต่อ แต่ที่ชัดเจนคือ มาจากวัตถุมงคลของผู้มีจิตศรัทธา และเงินทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์วัดในระยะเวลา 3 เดือน ที่ตำรวจพบเส้นเงินนี้ ซึ่งแผนประทุษกรรม คือ เงินเส้นนี้โอนเข้าบัญชีของมูลนิธิที่อดีตเจ้าอาวาสตั้งมา เมื่อปลายปี 2568 แต่มูลนิธิยังไม่ถูกต้อง และไม่สามารถออกใบอนุโมทนาบัตรได้ หลังจากนั้นเมื่อเงินเข้ามูลนิธิ ก็โอนต่อจากมูลนิธิมาเข้าบัญชีตัวเอง แต่กลับออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด โดยทรัพย์สินอยู่ที่เจ้าอาวาสส่วนหนึ่งและ น.ส.ปุณยวีร์ อีกส่วนหนึ่ง หลังจากนี้จะขยายผลต่อ
และจากการตรวจสอบสอบมูลนิธิดังกล่าวไม่มีสิทธิออกใบอนุโมทนาบัตร ดังนั้น ญาติโยมที่ต้องการเอาใบอนุโมทนาบัตรไปลดหย่อนภาษีขอให้เข้าแจ้งความได้ที่กองบังคับการปราบปรามได้

ขณะที่ ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์กล่าวว่า ทั้งนี้ ตำรวจได้ตรวจสอบมา 2 เดือนเพื่อไม่ให้กระทบความเลื่อมใสศรัทธา จนมั่นใจแล้วจึงหารือกับผู้ใหญ่ในการเข้าจับกุมพร้อมกับสีกา และหลังจากนี้จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คลายข้อสงสัย และยืนยันว่าวัดยังคงอยู่ ศาสนายังคงอยู่ และไม่อยากให้คิดว่าสิ้นเจ้าอาวาสท่านนี้แล้ววัดจะหายไป อยากให้พุทธศาสนิกชนไปชมไปเที่ยวไปทำบุญไหว้พระ น่าจะดีกว่าหวังวัตถุมงคลจากคนบางส่วนที่จ้องหาผลประโยชน์จากการทำบุญจากศรัทธา
ส่วนกรณีประเด็นเรื่องการตรวจยึดโต๊ะกลมสีส้มนั้น ไม่ใช่ประเด็นของตำรวจในคดีอาญา และการที่เอาโต๊ะ เอาออกไปจากวัด เป็นการเอาสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด
“โต๊ะไม่ต่างจากขยะ กลัวว่าจะมีคนแผลงตามไปเช็กอินตามรอย จึงอยากให้ประชาชนไปตามรอยสิ่งที่มันสร้างสรรค์ ดังนั้น การกวาดลานวัดก็ควรนำสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด เพราะโต๊ะไม่ใช่สาระสำคัญทางคดีอาญา” ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์กล่าว
ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ยังบอกถึงข้อมูลมูลนิธิเพิ่มเติมด้วยว่า มูลนิธิที่นายโชติจัดตั้งขึ้นชื่อ ‘มูลนิธิหวันโชติ’ เป็นการนำชื่อวัดกับชื่อพระมารวมกัน และเพิ่งจัดตั้งเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยพึ่งก่อร่างสร้างตัวให้ซื้อวัตถุมงคล ส่วนจะดังหรือไม่ตนเองไม่สามารถตอบได้และพบว่ามีเงินอยู่ที่ตัวพระจำนวนมาก
ส่วนไทม์ไลน์ของคดี พบข้อมูลว่า น.ส.ปุณยวีร์เข้ามาอยู่ที่วัดตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2550 เป็นโยมอุปัฏฐาก แต่จะเข้ามาทำอะไรยังไม่ทราบ ทราบเพียงว่าบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ พ.ศ.2562 ก่อนที่จะปลดการเป็นบุคคลล้มละลายปี พ.ศ.2565 แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีทรัพย์สิน เป็นบ้านสองหลัง มีทรัพย์สินจำนวนมากทั้งที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไร แต่ทำไมมีเงินพวกนี้ และเงินไหลไปสู่หญิงอันเป็นที่รัก

ส่วนการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองรายนั้น ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ระบุว่า สีกาคนสนิทให้การปฏิเสธ และอ้างว่าเงินรายได้มาจากการทำมาหากิน ซึ่งก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่ตำรวจยืนยันว่ามีพยานหลักฐานเป็นเส้นเงิน โดยไม่ปรากฏที่มาของทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีอาชีพ และมีการใช้เงินในการผ่องถ่ายไปซื้อทรัพย์สินอื่นด้วย ส่วนอดีตเจ้าอาวาสให้การปฏิเสธ และไม่สามารถชี้แจงทรัพย์สินที่มีอยู่ได้
ด้าน นายกฤศกรกล่าวว่า เหตุที่อดีตเจ้าอาวาสสึกไม่ได้ด้วยความสมัครใจแต่เป็นปาราชิก ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ พร้อมบอกว่า การสแกนคิวร์อาร์โค้ด สามารถทำได้ในการบริจาคและเงินจะเข้าบัญชีวัดเท่านั้น
ทั้งนี้ ได้เตรียมมาตรการป้องกันปัญหาดังกล่าวในอนาคต โดยจะร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท.สุ่มตรวจพื้นที่เสี่ยงทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อป้องกันไม่ให้พระภิกษุนำเงินของวัดไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ในส่วนของการบริจาคเงิน ขอแนะนำให้ประชาชนใช้ระบบ e-Donation ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งเงินจะเข้าสู่บัญชีของวัดโดยตรงและสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ วัดบางแห่งยังคงมีตู้รับบริจาคที่ไม่สามารถยกเลิกได้ ประชาชนจึงควรพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนการร่วมทำบุญ
ส่วนกรณีที่มีพระหลายวัดทำเครื่องรางของขลังออกมาจำหน่ายนั้น นายกฤศกรระบุว่า เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลอย่าเหมารวม เพราะทุกสิ่งทุกอย่างสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจได้
“เรื่องนี้เป็นความเสื่อมของบุคคลบางคน อย่าได้เอาความเสื่อมของบุคคลบางคนมันทำลายศรัทธาของศาสนาพุทธ”

ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ปีที่แล้วก็มีเรื่องประมาณนี้เกิดขึ้น จำนวนมาก แต่ปีนี้น้อยลง โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พยายามเน้นย้ำคดีประเภทนี้ว่ากระทบต่อความเชื่อมั่น และความเคารพศรัทธาของพี่น้องประชาชน โดยหลายเรื่องที่ทำการสืบสวนพยายามหาพยานหลักฐาน หากพบเป็นเรื่องกระทำความผิด หากเป็นคดีอาญาจะไม่ปล่อยไว้ เด็ดขาด
ทั้งนี้ ปีที่แล้วรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามจะวางระบบการใช้จ่ายเงินของวัดเพื่อป้องกันการกระทำความผิดของพระสงฆ์ ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มที่ดี แต่วันนี้ยังเกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้
สำหรับจากการตรวจค้นกุฏิ ตำรวจยึดทรัพย์สินของอดีตเจ้าอาวาส ทั้งเงินฝากในบัญชี 290 ล้านบาท, เงินสด 138,309,986 บาท, ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 1,000 บาททองคำ คิดเป็นเงินกว่า 70 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของสมีโชติ กว่า 498 ล้านบาท
ส่วนทรัพย์สินของ น.ส.ปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ ตำรวจยึดทรัพย์สินในบ้านพักย่านปทุมธานีเป็นเงินสด 3,873,614 บาท, ทองคำน้ำหนัก 90 บาท คิดเป็นเงิน 6,151,500 บาท รวมมูลค่า 10,025,114 บาท
นอกจากนี้ยังตรวจยึดโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ, สมุดบัญชี 7 เล่ม, สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ รวมเป็น 10 รายการ รวมถึงกรมธรรม์สุขภาพ 1 ฉบับ, ใบประกันทองคำ 6 ใบ, ใบซื้อ-ขายทองคำ 7 ใบ, สลากออมสิน 4 ใบ รวมมูลค่า 215,229,847 บาท รวมทรัพย์สินของทั้งสองคนกว่า 720 ล้านบาท






